งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

ปส. ชูเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยกระดับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ถอดบทเรียนละตินอเมริกาคัดพันธุ์ปลาเทราต์ต้านโรค

ปส. ชูเทคนิคนิวเคลียร์ยกระดับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ถอดบทเรียนละตินอเมริกาตรวจโรค IPNV เร็ว–คัดพันธุ์ปลาเทราต์ต้านทานโรค เสนอไทยต่อยอดสร้างความมั่นคงทางอาหาร

นิวเคลียร์ยกระดับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

     สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เสนอแนวทางนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์และเทคนิคที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้กับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทย โดยถอดบทเรียนความสำเร็จจากโครงการความร่วมมือทางวิชาการของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) ในภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งนำเทคนิคด้านพันธุกรรมและการวินิจฉัยระดับโมเลกุลมาใช้ตรวจจับเชื้อไวรัสและคัดเลือกสายพันธุ์ปลาเทราต์สายรุ้งให้มีความต้านทานต่อโรคได้ดีขึ้น ช่วยลดความสูญเสียจากโรคระบาดและเพิ่มโอกาสสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

     การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของระบบอาหารและเศรษฐกิจของหลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคละตินอเมริกาที่การเพาะเลี้ยงปลาเทราต์สายรุ้ง (Rainbow Trout) เป็นทั้งแหล่งอาหารและรายได้ของเกษตรกร อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมดังกล่าวเผชิญความเสี่ยงจากเชื้อไวรัส Infectious Pancreatic Necrosis Virus (IPNV) ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อลูกปลาในระยะวัยอ่อน และอาจทำให้อัตราการตายสูงถึงร้อยละ 50–90 สร้างความเสียหายต่อผลผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และวิถีชีวิตของชุมชนผู้เพาะเลี้ยง

     เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) โดยศูนย์ร่วมองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศด้านเทคนิคทางนิวเคลียร์ในอาหารและการเกษตร (Joint FAO/IAEA Centre of Nuclear Techniques in Food and Agriculture) ได้ริเริ่มโครงการความร่วมมือทางวิชาการภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระดับภูมิภาค ARCAL ถ่ายทอดเทคนิคทางนิวเคลียร์และเทคนิคที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้เชี่ยวชาญจาก 9 ประเทศในละตินอเมริกา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวัง วินิจฉัย และป้องกันโรคสัตว์น้ำ โดยปรับแนวทางจากการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดการระบาดไปสู่การป้องกันอย่างเป็นระบบ

เทคโนโลยีนิวเคลียร์ช่วยตรวจโรค IPNV และคัดเลือกสายพันธุ์ปลาให้ต้านทานโรค

     เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่นำมาใช้ในโครงการประกอบด้วยการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ การถอดรหัสพันธุกรรม และการวินิจฉัยระดับโมเลกุล ซึ่งมีบทบาทสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่

      1. การตรวจจับโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Detection)

     การพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการให้สามารถตรวจหาเชื้อไวรัส IPNV ได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะแรก ลดโอกาสที่โรคจะแพร่กระจายและสร้างความเสียหายต่อประชากรปลาในฟาร์ม

     2. การปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำให้มีความต้านทานโรค (Breeding Resilient Fish)

     นักวิทยาศาสตร์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมและระบุเครื่องหมายระดับโมเลกุล (Molecular Markers) ที่เชื่อมโยงกับความสามารถในการต้านทานโรค IPNV ได้ ทำให้สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์ปลาให้มีความแข็งแกร่งต่อโรคมากขึ้น

     นางสาวคาร์ลา บราโว เด รูเอดา (Carla Bravo de Rueda) เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านสุขภาพสัตว์จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (FAO/IAEA) ระบุว่า การคัดเลือกสายพันธุ์โดยใช้เครื่องหมายทางพันธุกรรมช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของปลาได้ประมาณร้อยละ 1.2 ต่อรุ่น ซึ่งคิดเป็นผลผลิตที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 ตันต่อปริมาณการผลิต 100 ตัน

     นอกจากนี้ เนื่องจากปลาเทราต์ใช้เวลาเติบโตจนถึงวัยโตเต็มวัยเพียงไม่กี่ปี การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีความต้านทานโรคอย่างต่อเนื่องในแต่ละรุ่นจึงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสะสมให้แก่เกษตรกรในระยะยาว

     ความสำเร็จของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของปลาเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานการวินิจฉัยโรคในระดับภูมิภาค ลดช่องว่างด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และห้องปฏิบัติการให้เข้มแข็งขึ้น

ปส. เสนอ 3 แนวทางต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่ออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย

     สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศสำคัญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมีสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เช่น กุ้งขาว ปลานิล และปลากะพง อุตสาหกรรมยังต้องเผชิญความท้าทายจากโรคระบาดและเชื้อก่อโรคที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรคตายด่วนในกุ้ง (Early Mortality Syndrome: EMS) โรคไวรัสตัวแดงดวงขาวในกุ้ง (White Spot Syndrome Virus: WSSV) และโรคไวรัส TiLV ในปลานิล

    สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เห็นว่า บทเรียนจากโครงการในละตินอเมริกาสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยได้ โดยเสนอทิศทางเชิงนโยบาย 3 ด้าน ดังนี้

     1. บูรณาการเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อความมั่นคงทางอาหาร (Nuclear for Food Security)

     สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ควรสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อประยุกต์ใช้เทคนิคทางนิวเคลียร์และไอโซโทป รวมถึงเทคนิคทางชีววิทยาระดับโมเลกุล ในการศึกษาและระบุเครื่องหมายทางพันธุกรรมสำหรับคัดเลือกสายพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจของไทยให้มีความต้านทานต่อโรคระบาดที่พบในประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดความสูญเสียจากโรค และลดความจำเป็นในการใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะในฟาร์มอย่างเหมาะสม

     2. ยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน (Cross-agency Collaboration)

     ปส. พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกประสานความร่วมมือระหว่างกรมประมงกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และศูนย์ร่วม FAO/IAEA เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี สนับสนุนการพัฒนาห้องปฏิบัติการวินิจฉัยระดับโมเลกุล ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยให้มีความเชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และการวินิจฉัยโรคสัตว์น้ำ

     3. ผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเครือข่ายความร่วมมืออาเซียน (ASEAN Regional Hub)

     รัฐบาลควรพิจารณาริเริ่มเครือข่ายห้องปฏิบัติการวินิจฉัยโรคสัตว์น้ำด้วยเทคนิคทางนิวเคลียร์และเทคนิคที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคอาเซียน โดยนำรูปแบบความร่วมมือของเครือข่าย ARCAL ในละตินอเมริกามาเป็นแนวทาง เพื่อพัฒนามาตรฐานการตรวจวินิจฉัยโรคให้สอดคล้องกัน เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดข้ามพรมแดน รวมถึงเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารทะเลและการส่งออกของภูมิภาค

เทคโนโลยีนิวเคลียร์อีกหนึ่งเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางอาหารของไทย

     สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ระบุว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านพลังงานหรือการแพทย์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในภาคเกษตรกรรมและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรม การตรวจวินิจฉัยโรค และการพัฒนาสายพันธุ์สัตว์น้ำให้มีความต้านทานต่อโรค

     การนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีดังกล่าวมาต่อยอดในประเทศไทย ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย หน่วยงานกำกับดูแล และภาคการประมง จะเป็นแนวทางสนับสนุนการลดความสูญเสียของเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

     บทความโดย: นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

     ขอบคุณข้อมูล: นางสาวคาร์ลา โมลินา ดิแอซ (Carla Molina Diaz) และนางสาวเมลิสซา อีแวนส์ (Melissa Evans) จากกรมความร่วมมือทางเทคนิค ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA Department of Technical Cooperation)

     แหล่งเผยแพร่: เว็บไซต์และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
https://www.facebook.com/share/p/1Q6789LVWc