น.พ.รุ่งเรือง กิจผาติ เผยกลไกเฝ้าระวังนิวเคลียร์ 24 ชั่วโมง ชี้ไทยต้องพร้อมรับมือทั้งภัยรังสีและวิกฤตพลังงาน
ถ้าสหรัฐฯ ใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีอิหร่าน ไทยเสี่ยงรับผลกระทบแค่ไหน? เปิดระบบเฝ้าระวังรังสี 24 ชั่วโมงของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

กรุงเทพฯ – 8 พฤศจิกายน 2569 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่ทวีความตึงเครียด ประเด็นที่ประชาชนทั่วโลกให้ความสนใจคือ หากเกิดเหตุการณ์ใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีอิหร่าน ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากกัมมันตรังสีหรือไม่ และประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างไร
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยแนวทางการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเฝ้าระวังและรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ พร้อมประสานความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และแจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที
เฝ้าระวังภัยนิวเคลียร์ระดับโลก ไทยติดตามข้อมูลผ่านเครือข่ายนานาชาติ
หากเกิดเหตุระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่ง การตรวจจับและประเมินเหตุการณ์สามารถดำเนินการผ่านเครือข่ายเฝ้าตรวจระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยมีส่วนร่วมในระบบขององค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Organization: CTBTO)
ระบบเฝ้าตรวจระหว่างประเทศ (International Monitoring System: IMS) ประกอบด้วยสถานีตรวจวัดหลายประเภท ได้แก่ สถานีตรวจวัดความสั่นสะเทือนของพิภพ สถานีตรวจวัดคลื่นเสียงความถี่ต่ำในบรรยากาศ สถานีตรวจวัดคลื่นเสียงใต้น้ำ และสถานีตรวจวัดนิวไคลด์กัมมันตรังสี เพื่อช่วยตรวจจับและวิเคราะห์เหตุการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการทดลองหรือการระเบิดนิวเคลียร์
ประเทศไทยมีสถานีตรวจวัดที่สำคัญ ได้แก่ สถานีเฝ้าตรวจความสั่นสะเทือนของพิภพ PS41 จังหวัดเชียงใหม่ และสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี RN65 จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย IMS
นอกจากนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติยังเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) ผ่านระบบ Unified System for Information Exchange in Incidents and Emergencies (USIE) ซึ่งเป็นช่องทางสำหรับหน่วยงานที่ได้รับการแต่งตั้งของประเทศสมาชิกในการแจ้งเหตุและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี
ระบบดังกล่าวช่วยให้ประเทศไทยสามารถติดตามข้อมูลจากต่างประเทศ ประเมินสถานการณ์ และนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนรับมือได้ อย่างไรก็ตาม การตรวจจับเหตุการณ์ การยืนยันชนิดของเหตุ และการประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ใช่การรับรองว่าจะทราบรายละเอียดของเหตุระเบิดทุกกรณีภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
หากเกิดระเบิดนิวเคลียร์ในอิหร่าน ฝุ่นกัมมันตรังสีจะเดินทางถึงประเทศไทยหรือไม่?
หนึ่งในข้อกังวลสำคัญของประชาชนคือ ฝุ่นกัมมันตรังสีหรือ Fallout จากการระเบิดนิวเคลียร์ในตะวันออกกลางจะสามารถแพร่กระจายข้ามทวีปมายังประเทศไทยได้หรือไม่
ในทางวิทยาศาสตร์ การแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ขนาดและลักษณะของอาวุธนิวเคลียร์ ตำแหน่งและความสูงของการระเบิด สภาพอากาศ ทิศทางและความเร็วลม ความสูงของชั้นบรรยากาศ ขนาดของอนุภาค ตลอดจนชนิดและครึ่งชีวิตของสารกัมมันตรังสี
อนุภาคกัมมันตรังสีขนาดใหญ่มีแนวโน้มตกสะสมใกล้พื้นที่เกิดเหตุ ขณะที่อนุภาคขนาดเล็กบางชนิดสามารถลอยอยู่ในบรรยากาศได้นานขึ้นและเคลื่อนที่ไปได้ไกลกว่าเดิม ระหว่างการเดินทาง ความเข้มข้นของสารกัมมันตรังสีอาจลดลงจากกระบวนการสลายตัวและการกระจายตัวในบรรยากาศ แต่ระดับความเสี่ยงจริงต้องประเมินจากข้อมูลตรวจวัดและแบบจำลองทางอุตุนิยมวิทยาเป็นรายกรณี
ดังนั้น จึงไม่ควรสรุปว่าประเทศไทยจะปลอดภัยจากผลกระทบทางรังสีอย่างแน่นอน หรือระบุว่าปริมาณรังสีที่เดินทางมาถึงจะไม่ส่งผลต่อสุขภาพประชาชนโดยเด็ดขาด หากยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยอยู่ห่างจากพื้นที่อิหร่านหลายพันกิโลเมตร ผลกระทบโดยตรงจากแรงระเบิด ความร้อน และรังสีระยะแรกจะจำกัดอยู่บริเวณใกล้จุดเกิดเหตุเป็นหลัก ส่วนความเสี่ยงจากสารกัมมันตรังสีที่อาจแพร่กระจายข้ามทวีปจำเป็นต้องติดตามทิศทางลมและผลการตรวจวัดอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบต่อสุขภาพคนไทย ต้องประเมินจากปริมาณรังสีที่ได้รับ
สำหรับผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ความเสี่ยงจากรังสีขึ้นอยู่กับปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับ ระยะเวลาการสัมผัส ชนิดของสารกัมมันตรังสี และช่องทางที่สารเข้าสู่ร่างกาย เช่น การหายใจ การรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน และการสัมผัสสารกัมมันตรังสีโดยตรง
หากได้รับรังสีในปริมาณสูงมาก อาจเกิดผลกระทบเฉียบพลัน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังบาดเจ็บ ผมร่วง และกลุ่มอาการเจ็บป่วยจากรังสีเฉียบพลัน (Acute Radiation Syndrome) ขณะที่การได้รับรังสีในระดับต่ำหรือเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลกระทบทางสุขภาพในระยะยาว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณรังสีและลักษณะการได้รับสัมผัส
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่า ความเสี่ยงต่อสุขภาพจากรังสีสัมพันธ์กับปริมาณรังสีที่ได้รับ โดยยิ่งได้รับปริมาณรังสีสูง ความเสี่ยงต่อผลกระทบก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การตรวจวัดระดับรังสีในอากาศ น้ำ และอาหาร ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงจากการปนเปื้อน จึงเป็นมาตรการสำคัญในการคุ้มครองสุขภาพประชาชน
เปิดระบบ NuREAC และเครือข่ายเฝ้าระวังรังสี 24 ชั่วโมงของประเทศไทย
แม้การประเมินผลกระทบจากระยะทางและลักษณะการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีระบบเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติมีศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติ (National Nuclear and Radiological Emergency Administration Centre: NuREAC) ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการติดตาม ประเมิน และประสานการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี
ศูนย์ดังกล่าวประกอบด้วยส่วนงานด้านการบัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้องข้อมูลและเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์และรังสี ห้องประเมินสถานการณ์ และส่วนประสานงาน การสื่อสารและการข่าว เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและการดำเนินมาตรการรับมือ
ขณะเดียวกัน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติมีเครือข่ายสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสีในสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ โดยข้อมูลเผยแพร่ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ระบุว่ามีสถานีเฝ้าระวังทางรังสีจำนวน 20 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย ทำหน้าที่ตรวจวัดรังสีในสิ่งแวดล้อมแบบอัตโนมัติและส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบติดตามของหน่วยงานตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ International Radiation Monitoring Information System (IRMIS) ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการติดตามและประเมินสถานการณ์ทางรังสีในระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ IRMIS เป็นระบบรายงานและแสดงผลข้อมูลการตรวจวัดรังสีในสิ่งแวดล้อมระหว่างเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติที่ส่งสัญญาณเตือนทุกครั้งเมื่อค่ารังสีเปลี่ยนแปลงผิดปกติ การประเมินและแจ้งเตือนประชาชนจึงยังต้องอาศัยการตรวจสอบและการตัดสินใจของหน่วยงานผู้รับผิดชอบ
สำหรับการรับมือเหตุฉุกเฉิน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติยังมีความพร้อมในการประสานเจ้าหน้าที่และหน่วยปฏิบัติการลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยสามารถใช้เครื่องมือตรวจวัดทางรังสี รถปฏิบัติการเคลื่อนที่ และอุปกรณ์ตรวจสอบสิ่งแวดล้อม เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจหาการปนเปื้อนในอากาศ น้ำ และอาหารตามความจำเป็น
ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจเป็นความเสี่ยงสำคัญของประเทศไทย
นอกเหนือจากความเสี่ยงทางรังสีแล้ว อีกหนึ่งผลกระทบที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือคือความผันผวนทางเศรษฐกิจและพลังงานโลก หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายตัวจนกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานทางทะเลที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า ในปี 2568 มีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเฉลี่ยเกือบ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก และประมาณ 80% ของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวมีปลายทางอยู่ในเอเชีย
หากเกิดการปิดกั้นหรือหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อค่าขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนการผลิตสินค้า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และค่าครองชีพของประชาชนไทย
นอกจากนี้ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศยังอาจกระทบต่อการขนส่งสินค้า การค้า การลงทุน และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลและภาคธุรกิจควรติดตามควบคู่ไปกับสถานการณ์ด้านความมั่นคง
ข้อเสนอเชิงนโยบาย ยกระดับเกราะป้องกันประเทศไทยทั้งด้านพลังงานและความปลอดภัย
เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
ยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและระบบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Energy Resilience)
รัฐบาลควรทบทวนความเพียงพอของปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเชิงยุทธศาสตร์ กระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน ลดการพึ่งพาเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยง และเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกที่มีความมั่นคงและสะอาด
รวมถึงการศึกษาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) โดยพิจารณาความปลอดภัย มาตรฐานกำกับดูแล ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความเหมาะสมกับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว
จัดตั้งกลไกบูรณาการการสื่อสารในภาวะวิกฤตระดับชาติ (Unified Crisis Communication Command)
รัฐบาลควรพัฒนากลไกประสานข้อมูลระหว่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อให้สามารถเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว เป็นเอกภาพ และตรวจสอบได้
โดยเฉพาะการรับมือข่าวปลอมเกี่ยวกับสงครามนิวเคลียร์ การปนเปื้อนกัมมันตรังสี และความปลอดภัยของอาหารและน้ำ ซึ่งอาจสร้างความตื่นตระหนกและส่งผลกระทบต่อสังคมได้
ขยายขีดความสามารถระบบเฝ้าระวังรังสีและความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม (Border & Environmental Radiation Security)
ควรสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายตรวจวัดรังสีให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ รวมถึงนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และข้อมูลพยากรณ์อากาศมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์และจำลองแนวโน้มการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสี
พร้อมยกระดับการตรวจสอบสินค้านำเข้า วัตถุดิบ อาหาร และผลิตภัณฑ์ที่อาจมีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนทางรังสีตามหลักวิชาการ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอ
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติย้ำความพร้อม เฝ้าระวังด้วยข้อมูลวิทยาศาสตร์ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง ไม่ตื่นตระหนกกับข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ และไม่เผยแพร่ข่าวลือเกี่ยวกับการปนเปื้อนทางรังสีโดยปราศจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวัง กำกับดูแล ประเมินสถานการณ์ และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี
เพราะการป้องกันภัยทางนิวเคลียร์ไม่ใช่เพียงการมีเครื่องมือตรวจวัดที่ทันสมัยเท่านั้น แต่ต้องมีระบบข้อมูลที่ถูกต้อง บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ กลไกแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพ และการสื่อสารที่ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย และผลประโยชน์ของประเทศไทยในทุกสถานการณ์
แหล่งข้อมูลประกอบข่าว
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
องค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBTO)
องค์การอนามัยโลก (WHO)
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)
องค์การบริหารสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐอเมริกา (U.S. Energy Information Administration: EIA)






