เครือข่ายชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดใต้ จี้ภูมิใจไทยถอนร่างแก้ พ.ร.บ. สสส. ห่วงตัด Earmarked Tax กระทบสุขภาพชุมชน
เครือข่ายชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดใต้ จี้พรรคภูมิใจไทยถอนร่างแก้ พ.ร.บ. สสส. ห่วงยกเลิก Earmarked Tax กระทบงานสร้างเสริมสุขภาพระดับชุมชน
เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดภาคใต้ รวมตัวจัดเวทีเสวนา “ยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax): ผลกระทบต่อการสร้างเสริมสุขภาพของท้องถิ่น” ณ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีผู้แทนเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 70 คน เพื่อสะท้อนความกังวลต่อแนวทางแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ พ.ร.บ. สสส. โดยเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงกลไกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอาจส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างเสริมสุขภาพระดับชุมชน พร้อมประกาศเจตนารมณ์เรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยถอนร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวออกจากสภาทันที
เวทีท้องถิ่นภาคใต้สะท้อนผลกระทบ หากยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ
การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นโดยเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคใต้ ภายใต้หัวข้อ “ยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax): ผลกระทบต่อการสร้างเสริมสุขภาพของท้องถิ่น” โดยมีผู้แทนเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่จาก 14 จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมกว่า 70 คน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ หากมีการยกเลิกกลไกภาษีเฉพาะที่ใช้สนับสนุนการพัฒนาสุขภาวะระดับชุมชน
ผู้ร่วมเวทีเสวนาประกอบด้วย นายสุริยา ยีขุน ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น, ดร.สินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, นายวรวิศ มาลินี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล และนางสาวจุฑามณี หามะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดยมี นายมานะ ช่วยชู นายกสมาคมดับบ้านดับเมือง เป็นผู้ดำเนินรายการ
![]() |
| นายมานะ ช่วยชู นายกสมาคมดับบ้านดับเมือง |
ผู้ร่วมเสวนาสะท้อนความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า งบประมาณจาก สสส. มีลักษณะเฉพาะและมีความยืดหยุ่น เหมาะกับการสนับสนุนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับชุมชน โดยเฉพาะการสร้างคน การพัฒนาศักยภาพประชาชน และการแก้ไขปัญหาสุขภาวะที่ต้องอาศัยกระบวนการทางสังคม ซึ่งแตกต่างจากการใช้งบประมาณแผ่นดินตามระบบปกติ
ผู้เชี่ยวชาญชี้การสร้างคนต้องอาศัยกระบวนการทางสังคม
นายสุริยา ยีขุน ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพและสุขภาวะมีความซับซ้อน หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีเครื่องมือหรือกลไกสนับสนุนเพิ่มเติม ก็อาจต้องแก้ไขปัญหาด้วยรูปแบบเดิม เนื่องจากงบประมาณภาครัฐส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปใช้กับการก่อสร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นการลงทุนที่เห็นผลเป็นรูปธรรม แต่การสร้างและพัฒนาคนจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางสังคมอย่างต่อเนื่อง
นายสุริยาเห็นว่า สสส. มีบทบาทในการสนับสนุนให้ประชาชนยกระดับจากการเป็นพลเมืองที่ตั้งรับ (Passive Citizen) ไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น (Active Citizen) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
นายก อบต.ท่าข้าม ห่วงรวมงบ สสส. เข้าระบบงบประมาณปกติกระทบการทำงานพื้นที่
ด้าน ดร.สินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า การทำงานของ สสส. เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานภาครัฐทั่วไป มีความยืดหยุ่นและสามารถลงไปแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ได้ลึกกว่า
ดร.สินธพกล่าวว่า “อารยประเทศทั่วโลกเค้ามีแต่กระจายเงิน กระจายคน กระจายการจัดการลงสู่ชุมชน แต่การที่รัฐจะเอางบ สสส. ที่ทำมาไปรวมอำนาจ ซึ่งเรียกว่าเป็นการคิดแบบเผด็จการ ถ้าท่านเอาไป การพัฒนาคุณภาพชีวิต ท่านต้องทำแย่กว่าเราแน่นอน”
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้ามยังยืนยันว่า หาก สสส. ยังคงสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนระดับรากหญ้า จะช่วยให้ชุมชนสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
นอกจากนี้ ดร.สินธพยังแสดงความกังวลต่อแนวทางการแก้ไข พ.ร.บ. สสส. โดยมองว่า หากรัฐบาลนำกองทุน สสส. ไปอยู่ภายใต้ระบบเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น อาจทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนด้อยประสิทธิภาพลง เนื่องจากเห็นว่าอิทธิพลทางการเมืองอาจเข้ามามีส่วนต่อการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มที่มีเส้นสายกับประชาชนทั่วไป
ดร.สินธพเห็นว่า การทำงานของ สสส. มีจุดเด่นด้านการทำงานเชิงรุก การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการเรียนรู้จากบทเรียนที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบการทำงานเดิม
นายก อบต.ควนโดน ชูความยืดหยุ่นของงบประมาณ สสส. สนับสนุนงานข้ามปี
นายวรวิศ มาลินี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นของระบบงบประมาณ สสส. โดยระบุว่า การสนับสนุนงบประมาณที่สามารถดำเนินงานคร่อมปีงบประมาณได้ เป็นประโยชน์ต่อโครงการพัฒนาคนและการทำงานของชุมชน
นายวรวิศมองว่า รูปแบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถเสนอกิจกรรมและดำเนินงานได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนราชการหลายระดับ เช่น อำเภอและจังหวัด หรือข้อกำหนดตัวชี้วัดที่อาจไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่
นายก อบต.แว้ง เผย สสส. ช่วยยกระดับท้องถิ่นเล็กสู่แหล่งเรียนรู้ 20 อปท.
ขณะที่ นางสาวจุฑามณี หามะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส สะท้อนประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่ห่างไกลว่า การเข้าร่วมเครือข่ายและได้รับการสนับสนุนจาก สสส. มีส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก
นางสาวจุฑามณีกล่าวว่า “ถ้าไม่มี สสส. ในวันนั้น วันนี้ก็คงไม่มีเรา อบต.แว้งเราเป็นองค์กรเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล แต่การได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายทำให้เกิดการเรียนรู้ จนเปลี่ยนตำบลเล็กๆ ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับพื้นที่อื่นถึง 20 อปท.”
นอกจากนี้ ยังระบุว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลจะมีงบประมาณของตนเอง แต่การนำงบประมาณไปพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ หรือเสริมสร้างศักยภาพคนยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับการได้รับการสนับสนุนจาก สสส.
ภาคประชาชนชี้ สสส. เปิดพื้นที่ให้กลุ่มเปราะบางมีเสียงในสังคม
อีกหนึ่งเสียงสะท้อนจากเวทีเสวนาคือ นางจันทนา เจริญวิริยะภาพ ผู้แทนภาคประชาชน ซึ่งกล่าวถึงบทบาทของ สสส. ในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่มักไม่ได้รับโอกาสส่งเสียงในสังคม ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาชุมชน
นางจันทนาเห็นว่า สสส. ให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม ทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มคนยากจนในเมือง และแรงงานนอกระบบ โดยช่วยจุดประกายให้เกิดการรวมกลุ่มและสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เปรียบเสมือน “แหล่งมั่วสุมทางปัญญา” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้ร่วมกัน ก่อนนำความรู้ไปขับเคลื่อนและพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง
เครือข่าย 14 จังหวัดภาคใต้ประกาศเจตนารมณ์ จี้พรรคภูมิใจไทยถอนร่างแก้ พ.ร.บ. สสส.
ภายหลังการเสวนา เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์เรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยถอนร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … หรือร่างแก้ไข พ.ร.บ. สสส. ออกจากการพิจารณาของสภาทันที
เครือข่ายระบุว่า การเรียกร้องดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาภารกิจและกลไกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ตลอดจนเจตนารมณ์ในการสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองและดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
เครือข่ายมีสมาชิก 542 อปท. ครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้
สำหรับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันมีสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัด รวม 542 แห่ง จากจำนวน อปท. ทั้งหมดในภาคใต้ 1,176 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 46.08
เครือข่ายได้รับการสนับสนุนจากแผนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการเชื่อมโยงทุนทางสังคม การจัดทำระบบข้อมูล TCNAP และ RECAP ตลอดจนสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การจัดการสุขภาวะชุมชนจำนวน 12 แห่ง เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
เวทีเสวนาครั้งนี้จึงเป็นการสะท้อนจุดยืนของเครือข่ายท้องถิ่นภาคใต้ต่อทิศทางการแก้ไข พ.ร.บ. สสส. โดยมุ่งรักษากลไกสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพที่ชุมชนเห็นว่ามีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย









