ทีเส็บ–สกพอ.–TEA ถอดบทเรียน EEE ดัน “MICE” เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ยกระดับระยองสู่ MICE City
เปิดผลสำเร็จ EEE ใช้ “MICE” ดึงงานแสดงสินค้า–ลงทุน ปั้น EEC สู่ Business Destination

กรุงเทพฯ – สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA เดินหน้าถอดบทเรียนความสำเร็จโครงการ “Empower Eastern Exhibition” หรือ EEE หลังใช้งานแสดงสินค้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายรายได้ กระตุ้นการลงทุน และยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมไมซ์ หรือ MICE Ecosystem ในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
การแถลงผลสำเร็จโครงการ EEE จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ณ Club Siam Glowfish โดยมีเป้าหมายสะท้อนบทบาทของงานแสดงสินค้าในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้จัดงาน ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน ผู้ประกอบการ โรงแรม ผู้ให้บริการ และ Local Supply Chain ในพื้นที่ EEC
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา EEC ในปัจจุบันที่มุ่งยกระดับพื้นที่ให้เป็นทั้งศูนย์กลางธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจังหวัดระยองซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม การคมนาคม สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา และท่าเรือมาบตาพุด เป็นองค์ประกอบสำคัญในการรองรับการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ทีเส็บชู EEE ใช้งานแสดงสินค้าเป็น “หัวเจาะ” พัฒนา EEC
คุณปาริฉัตร เศวตเศรนี ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคกลางและภาคตะวันออก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ เปิดเผยว่า โครงการ Empower Eastern Exhibition หรือ EEE เป็นโครงการนำร่องที่ใช้งานแสดงสินค้าเป็นเครื่องมือหลักในการกระจายรายได้และยกระดับศักยภาพของพื้นที่
ภายใต้โครงการมีการดึงงานแสดงสินค้าที่มีศักยภาพเข้าสู่พื้นที่ EEC อาทิ Automation Expo 2026 และ The Print Cycle Tech 2026 ซึ่งช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและนำผู้เข้าร่วมงานเข้าสู่พื้นที่จริง
อย่างไรก็ตาม คุณปาริฉัตรระบุว่า เม็ดเงินสะพัดและจำนวนผู้เข้าร่วมงานเป็นเพียงผลลัพธ์ในขั้นแรก เพราะเป้าหมายสำคัญของ EEE คือการใช้งานแสดงสินค้าเป็น “หัวเจาะ” เพื่อเร่งการพัฒนาพื้นที่ โดยทำให้ภาคธุรกิจ โรงแรม ผู้ให้บริการ และผู้ประกอบการในท้องถิ่นเกิดแรงจูงใจในการยกระดับบริการและมาตรฐานให้สามารถรองรับงานในระดับประเทศและระดับนานาชาติ
การดำเนินงานดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเฉพาะการจัดงานให้ประสบความสำเร็จ แต่ต้องการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมไมซ์ที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้จัดงาน สถานที่จัดงาน โรงแรม การเดินทาง ระบบขนส่ง ผู้รับเหมาสร้างบูธ ระบบโสตทัศนูปกรณ์ ทีมจัดเลี้ยง ตลอดจนผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่
ระยองก้าวสู่ MICE City เชื่อมอุตสาหกรรม–นวัตกรรม–ธุรกิจ
อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาไมซ์ในพื้นที่ EEC คือ จังหวัดระยองได้รับการรับรองเป็น MICE City เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ซึ่งสะท้อนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น เพื่อยกระดับศักยภาพของจังหวัดให้สามารถรองรับกิจกรรมไมซ์และงานแสดงสินค้าได้มากขึ้น
การพัฒนาดังกล่าวยังสอดคล้องกับทิศทางของ สกพอ. ที่วางบทบาทจังหวัดระยองให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางธุรกิจและอุตสาหกรรมสำคัญของ EEC และมุ่งพัฒนาพื้นที่ให้สามารถเชื่อมโยงธุรกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน
การได้รับสถานะ MICE City จึงเป็นมากกว่าการเพิ่มจำนวนงานประชุมหรือการจัดแสดงสินค้า แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain อุตสาหกรรมไมซ์ ตั้งแต่บริการด้านอาหาร การขนส่ง ที่พัก การท่องเที่ยว กิจกรรมสร้างสรรค์ ไปจนถึงสินค้าและบริการจากชุมชน
สกพอ. ใช้ MICE เชื่อมธุรกิจ นักลงทุน และอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า กิจกรรมไมซ์และงานแสดงสินค้าถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจ นักลงทุน และอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าสู่พื้นที่ EEC
งานแสดงสินค้าทำหน้าที่เป็นเวทีสร้าง Business Connection และเป็นจุดเชื่อมให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นศักยภาพของพื้นที่จริง ทั้งด้านระบบโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน และเขตอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถต่อยอดจากการเข้าร่วมงานไปสู่การพบปะผู้ประกอบการ การเจรจาธุรกิจ และการพิจารณาโอกาสทางการลงทุน
ดร.ชลจิตกล่าวว่า สกพอ. มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ เพื่อผลักดัน EEC จากการเป็นเพียง Industrial Area ไปสู่ Business Destination ที่เชื่อมโยงธุรกิจ นวัตกรรม การลงทุน และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน
ทิศทางดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในพื้นที่ EEC ทั้งระบบราง สนามบินอู่ตะเภา และ EEC Capital City ซึ่ง สกพอ. วางเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจและเมืองอัจฉริยะที่รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนในอนาคต
TEA ชี้ EEE ช่วยลดความเสี่ยงผู้จัดงาน ขยายงานออกนอกกรุงเทพฯ
ด้าน ดร.ศุภลักษ์ สุวัตถิ เลขาธิการ สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA กล่าวว่า ในมุมมองของผู้จัดงาน โครงการ EEE ช่วยปลดล็อกความท้าทายและลดความเสี่ยง หรือ De-risking สำหรับผู้จัดงานที่ต้องการขยายการจัดแสดงสินค้าออกนอกกรุงเทพมหานคร
โครงการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้จัดงานมืออาชีพกับผู้ประกอบการและโรงงานในพื้นที่ EEC ทำให้ผู้จัดงานมีโอกาสเข้าถึงฐานอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในพื้นที่ได้โดยตรง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการใน EEC ก็มีโอกาสเข้าถึงผู้จัดงาน ผู้ซื้อ นักลงทุน และเครือข่ายธุรกิจจากภายนอกพื้นที่มากขึ้น
อีกผลลัพธ์สำคัญคือการถ่ายทอดองค์ความรู้ หรือ Knowledge Transfer และมาตรฐานสากลเข้าสู่ Local Supply Chain โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมาสร้างบูธ ระบบโสตทัศนูปกรณ์ การขนส่ง และทีมจัดเลี้ยง
การยกระดับผู้ประกอบการเหล่านี้มีส่วนช่วยเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานในพื้นที่ และลดการพึ่งพาบุคลากรจากส่วนกลาง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความมั่นใจให้กับผู้จัดงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากต้องการให้ EEC สามารถรองรับงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง
MICE as an Engine สร้างเศรษฐกิจเชิงพื้นที่
ความสำเร็จของโครงการ EEE จึงถูกวางให้เป็นบทเรียนสำหรับการพัฒนาพื้นที่ยุทธศาสตร์อื่นของประเทศ โดยใช้แนวคิด “MICE as an Engine” หรือการใช้ไมซ์เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจเชิงพื้นที่
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้กิจกรรมที่เกิดขึ้นสามารถสร้างผลต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเดินทาง ที่พัก อาหาร การขนส่ง การบริการ การจัดแสดงสินค้า การท่องเที่ยว การจับคู่ธุรกิจ ไปจนถึงการลงทุนและการสร้างงานในพื้นที่
ในกรณีของ EEC แนวทางดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงงาน MICE เข้ากับฐานอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะจังหวัดระยองซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและธุรกิจของพื้นที่ EEC และมีศักยภาพด้านการเชื่อมต่อกับสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาและโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์
ขณะเดียวกัน สกพอ. ยังให้ความสำคัญกับการทำให้ผลประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่เชื่อมโยงไปถึงชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยในการขับเคลื่อน EEC ระยะปัจจุบันมีการเน้นการเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างชุมชนกับภาคธุรกิจ และการต่อยอดผลจากกิจกรรมให้เกิดประโยชน์อย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายต่อไป ดัน EEC สู่ Business Destination ระดับสากล
การขับเคลื่อน EEE จึงเป็นการทดลองใช้ “งานแสดงสินค้า” เป็นกลไกเชื่อมเศรษฐกิจหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการเชื่อมผู้จัดงานกับอุตสาหกรรม นักลงทุน และ Local Supply Chain
สำหรับระยะต่อไป ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนผลลัพธ์จาก Traffic และเม็ดเงินสะพัดระยะสั้น ไปสู่ Business Connection การลงทุนใหม่ การจับคู่ธุรกิจ การสร้างงาน และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการใช้ MICE เป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่สามารถสร้างผลในระยะยาวได้มากเพียงใด
ขณะเดียวกัน การพัฒนา EEC ยังต้องเดินหน้าไปพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนการลงทุน ทั้งการเดินทาง สนามบินอู่ตะเภา ระบบราง พื้นที่ธุรกิจ และ EEC Capital City เพื่อให้การจัดงาน MICE สามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางธุรกิจและการลงทุนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น โครงการ Empower Eastern Exhibition หรือ EEE จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการส่งเสริมการจัดงานแสดงสินค้า แต่เป็นอีกกลไกที่ ทีเส็บ สกพอ. และสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA ต้องการใช้เพื่อสร้าง MICE Ecosystem ในพื้นที่ EEC เชื่อมโยงภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม นักลงทุน ผู้จัดงาน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับจังหวัดระยองจากเมืองอุตสาหกรรมไปสู่ MICE City และ Business Destination ที่สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ตลอดทั้งปี
