งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

พลังภาคีกำแพงเพชรพลิกฟื้น “กล้วยไข่” ตั้งเป้าขยาย 3,000 ไร่ สร้างรายได้แตะ 500 ล้านบาทต่อปี

คืนชีพ “กล้วยไข่กำแพงเพชร” จาก 513 ไร่ สู่เป้าหมาย 3,000 ไร่ ดันรายได้เข้าจังหวัดกว่า 100 ล้านบาท

บพท.​ สร้างมูลค่ากล้วยไข่​

     กำแพงเพชร – พลังภาคีจังหวัดกำแพงเพชรเดินหน้าฟื้นฟู “กล้วยไข่กำแพงเพชร” กลับมาเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ หลังพื้นที่ปลูกลดลงอย่างต่อเนื่องจากกว่า 40,000 ไร่ในอดีต เหลือเพียง 513 ไร่ในปี พ.ศ. 2566 ขณะที่ความต้องการตลาดอยู่ที่ประมาณ 300 ตันต่อปี โดยงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ร่วมกับเกษตรกร 20 ราย มุ่งยกระดับกระบวนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุน สร้างตลาด และรักษาอัตลักษณ์ “กล้วยไข่กำแพงเพชร” พร้อมผลักดันพื้นที่ปลูกสู่เป้าหมาย 3,000 ไร่ หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย อาจสร้างมูลค่ารวม 350–500 ล้านบาทต่อปี และหากเจาะตลาดญี่ปุ่นได้ตามเป้าหมาย อาจมีเงินกลับเข้าสู่จังหวัดมากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

     ข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายผู้ประกอบการกล้วยไข่กำแพงเพชรบนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่อย่างยั่งยืน” ดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ภายใต้กรอบวิจัย “การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises) บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่” โดยได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กำกับของ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

จากพืชเศรษฐกิจสำคัญ สู่พื้นที่ปลูกเหลือ 513 ไร่

     “กล้วยไข่” เคยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดกำแพงเพชร โดยในอดีตมีพื้นที่ปลูกมากกว่า 40,000 ไร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พื้นที่ปลูกจำนวนมากถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นไร่อ้อยและมันสำปะหลัง ส่งผลให้พื้นที่ปลูกกล้วยไข่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

     ข้อมูลปี พ.ศ. 2566 ระบุว่า จังหวัดกำแพงเพชรเหลือพื้นที่ปลูกกล้วยไข่เพียง 513 ไร่ มีเกษตรกรขึ้นทะเบียน 163 ราย และขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI จำนวน 75 ราย โดยส่วนใหญ่ปลูกกล้วยไข่แซมกับพืชชนิดอื่น รายละประมาณ 1–2 ไร่ และมีเกษตรกรที่ยังยึดการปลูกกล้วยไข่เป็นอาชีพหลักเพียงประมาณ 3–4 ราย ขณะที่ความต้องการกล้วยไข่ในตลาดอยู่ที่ประมาณ 300 ตันต่อปี

     ข้อมูลของ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดกำแพงเพชร ยังสะท้อนแนวโน้มการลดลงของพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่จังหวัดกำแพงเพชรได้มีการขับเคลื่อนการจัดทำ แผนพัฒนากล้วยไข่จังหวัดกำแพงเพชร พ.ศ. 2566–2570 เพื่อใช้เป็นกรอบในการฟื้นฟูและเพิ่มศักยภาพสินค้ากล้วยไข่ของจังหวัด

งานวิจัยปรับระบบปลูก เพิ่มน้ำหนัก เพิ่มผลผลิต

     ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกษตรกรเลิกปลูกกล้วยไข่ ได้แก่ การไม่มีลานรับซื้อกลาง ทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองราคาต่ำและเสี่ยงถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

     ในปี พ.ศ. 2566 ทีมวิจัยจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ บัวเทศ หัวหน้าโครงการวิจัย จึงเข้าไปทำงานร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่จำนวน 20 ราย เพื่อปรับระบบการผลิต ตั้งแต่การดูแลแปลง การจัดการดิน การให้ปุ๋ย และการเสริมธาตุอาหารให้เหมาะสมกับช่วงอายุและการเจริญเติบโตของกล้วยไข่

     เป้าหมายสำคัญคือการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพสินค้า โดยผลจากการปรับกระบวนการผลิตทำให้น้ำหนักกล้วยไข่เพิ่มจากเดิมประมาณ 4–5 กิโลกรัมต่อเครือ เป็นประมาณ 7.5 กิโลกรัมต่อเครือ และผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มจากประมาณ 1.5 ตันต่อไร่ เป็น 2.3 ตันต่อไร่

     นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทีมวิจัยยังให้ความสำคัญกับการจำแนกสายพันธุ์ “กล้วยไข่กำแพงเพชรแท้” เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของผลผลิตในพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือมีรสหวานจัด กลิ่นหอมชัด เนื้อสัมผัสหนึบ ไม่เปรี้ยว และเมื่อสุกงอมจะเกิดจุดกระสีดำบนเปลือก หรือที่เรียกว่า Sugar Spot ซึ่งสะท้อนความหวานที่ปรากฏให้เห็นผ่านเปลือก

     อย่างไรก็ตาม กล้วยไข่กำแพงเพชรมีจุดอ่อนเรื่องเปลือกบางและสุกเร็ว ทำให้การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและระบบตลาดมีความสำคัญอย่างมาก รวมถึงจำเป็นต้องแยกความแตกต่างจากกล้วยไข่สายพันธุ์อื่นที่นำมาวางจำหน่ายในจังหวัดกำแพงเพชร

“แผนพัฒนากล้วยไข่” สู่ระบบตลาดที่มีจุดรับซื้อ

     จากการทำงานวิจัยและการนำเสนอข้อมูลต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เกิดเป็น “แผนพัฒนากล้วยไข่จังหวัดกำแพงเพชร พ.ศ. 2566–2570” ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระยะ 5 ปี เพื่อวางแนวทางการฟื้นฟูและยกระดับกล้วยไข่ของจังหวัด โดยจังหวัดมีการประชุมคณะทำงานและคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนากล้วยไข่อย่างต่อเนื่อง

     ขณะเดียวกัน เกษตรกรจำนวน 20 รายได้รวมตัวกันจัดตั้ง “ล้งตีนเต่า” เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดรับซื้อผลผลิตและสร้างหลักประกันด้านราคาให้แก่สมาชิก โดยในปี พ.ศ. 2568 มีการประกันราคารับซื้อขั้นต่ำประมาณกิโลกรัมละ 16 บาท และบางช่วงสามารถเพิ่มขึ้นถึงกิโลกรัมละ 25 บาท

     จากจุดรับซื้อดังกล่าว มีการต่อยอดสู่การจัดตั้งศูนย์รวบรวมและคัดเกรดผลผลิต รวมถึงการพัฒนาโรงคัดแยกและบรรจุผักหรือผลไม้สดให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 386 พ.ศ. 2560 พร้อมยกระดับมาตรฐานการผลิตจากกล้วยไข่ GI ไปสู่มาตรฐาน GAP หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี

“ธนาคารหน่อแท้” รักษาพันธุ์กล้วยไข่กำแพงเพชร

     อีกกลไกสำคัญคือการจัดตั้ง “ธนาคารหน่อแท้” เพื่อรับซื้อหน่อพันธุ์แท้จากสมาชิกและเก็บรักษาพันธุกรรมของกล้วยไข่กำแพงเพชรไม่ให้สูญหายหรือเกิดการปะปนกับสายพันธุ์อื่น

     ขณะเดียวกันยังมีการดึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Smart Farmer และ Young Smart Farmer เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเกษตรกรรุ่นเก่า ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้มีประสบการณ์ เพื่อเชื่อมองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับการจัดการเกษตรสมัยใหม่

     ผลผลิตกล้วยไข่อินทรีย์ยังถูกส่งให้เครือข่ายโรงแรม 9 แห่งในกรุงเทพมหานครในราคาประมาณกิโลกรัมละ 90 บาท ส่วนผลผลิตเกรดรองมีการประสานความร่วมมือกับ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำแพงเพชร หอการค้า และกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเบเกอรีและกล้วยทอดสุญญากาศสำหรับจำหน่ายในต่างจังหวัด

      ขณะเดียวกัน “ล้งตีนเต่า” ยังรับซื้อต้นกล้วยเหลือทิ้งในราคาประมาณกิโลกรัมละ 50 สตางค์ เพื่อนำไปหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีของกลุ่ม จากเดิมประมาณปีละ 1,000,000 บาท เหลือประมาณ 200,000 บาท

เกษตรกรชี้ งานวิจัยทำให้ตลาดขยายตัว

     นายนพพล เทพประถม เกษตรกรผู้บุกเบิกงานอนุรักษ์กล้วยไข่กำแพงเพชร และผู้ก่อตั้ง วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร กล่าวว่า งานวิจัยช่วยสร้างระบบการผลิตที่มีมาตรฐาน ทำให้ผลผลิตจากแต่ละแปลงมีคุณภาพใกล้เคียงกัน พร้อมกำหนดรอบการให้น้ำและปุ๋ยให้เกษตรกรทั้ง 20 รายสามารถปฏิบัติได้อย่างชัดเจน

     ผลที่เกิดขึ้นคือผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น คุณภาพสินค้ามีความสม่ำเสมอ และการทำตลาดง่ายขึ้น นำไปสู่การจับคู่ธุรกิจกับห้างค้าปลีกระดับประเทศหลายแห่ง จากเดิมที่สามารถส่งผลผลิตได้ประมาณ 30–40 ตัน เพิ่มเป็นประมาณ 60–80 ตันต่อปีภายในระยะเวลา 2 ปี

     นายนพพลกล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มยังร่วมกับกลุ่มแม่บ้านแปรรูปกล้วยไข่พัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “กล้วยไข่หวีตีนเต่า” ซึ่งเป็นกล้วยหวีสุดท้ายบริเวณล่างสุดของเครือ ผลมีขนาดไม่เท่ากันและไม่นิยมนำมาวางจำหน่ายสด แต่มีรสชาติเข้มข้นและหวาน จึงนำไปพัฒนาเป็นเมนู แกงมัสมั่นกล้วยไข่ เพื่อสร้างความแตกต่างและดึงดูดนักท่องเที่ยว

     นอกจากนี้ยังมีแนวคิดพัฒนา “กล้วยไข่ในน้ำเชื่อม” ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและเพิ่มช่องทางการสร้างมูลค่าให้กับผลผลิต

เปลี่ยนวิธีคิดเกษตรกร สร้างกำไรจากไร่ละ 2,000 สู่ 17,500 บาท

     อาจารย์สุธิดา ทับทิมศรี จากสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า กระบวนการวิจัยไม่ได้มุ่งเฉพาะเรื่องการผลิต แต่ยังต้องการเปลี่ยนวิธีคิดของเกษตรกร จากการปลูกกล้วยไข่เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่ายและมีนายทุนออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมหนี้สินโดยไม่รู้ตัว มาเป็นการวางแผนการผลิตและบริหารจัดการต้นทุนเพื่อให้สามารถลดภาระหนี้สินได้

     หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีธุรกิจ ทำให้เกษตรกรมองเห็นต้นทุน รายรับ และกำไรที่แท้จริง โดยผลการดำเนินงานสามารถเพิ่มกำไรจากเดิมประมาณไร่ละ 2,000 กว่าบาท เป็นประมาณไร่ละ 17,500 บาท

     อาจารย์สุธิดากล่าวว่า หน้าที่ของงานวิชาการคือการเข้าไปค้ำจุนให้ฐานความสุขของชาวบ้านมีความมั่นคงและสามารถอยู่รอดได้ โดยทีมวิจัยยังเดินหน้าเก็บข้อมูลสถิติของคู่ค้าทั้งต้นน้ำและปลายน้ำต่อเนื่องอีกประมาณ 1–2 ปี

     เป้าหมายระยะยาวคือการเห็นชุมชนผู้ปลูกกล้วยไข่เติบโตอย่างมั่งคั่ง เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดูแลครอบครัว อย่างน้อยประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน สามารถลดภาระหนี้สิน และเปิดโอกาสให้ลูกหลานกลับมาต่อยอดอาชีพร่วมกับครอบครัว แทนการต้องออกจากถิ่นฐานเพื่อไปหางานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยขยายระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่

Young Smart Farmer ชี้ ต้องหาตลาดก่อนปลูก

     นายธนวรรธน์ พัชรศักดิ์สกล ประธาน Smart Farmer กำแพงเพชร และตัวแทนเครือข่าย Young Smart Farmer กล่าวว่า กล้วยไข่เป็นสินค้าเกษตรที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัด ดังนั้นการทำเกษตรยุคใหม่จำเป็นต้องรู้ตลาดก่อนลงมือปลูก เพื่อให้สามารถคำนวณวันเก็บเกี่ยวและวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ

     นายธนวรรธน์มองว่า การปลูกกล้วยไข่อินทรีย์ที่มีตลาดรองรับอย่างชัดเจนจะเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของอนาคตกล้วยไข่กำแพงเพชร

     พร้อมระบุว่า ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ทำให้องค์ความรู้และภูมิปัญญาเกี่ยวกับการปลูกกล้วยไข่มีความเสี่ยงที่จะสูญหายหากไม่มีการถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ ดังนั้นการสืบสานจำเป็นต้องสร้างมูลค่าทางการตลาดควบคู่กับการรักษาคุณค่าของสินค้า เพื่อทำให้คนรุ่นใหม่เห็นโอกาสและกลับมาให้ความสำคัญกับอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่

จาก 11 ล้านบาท สู่เป้าหมาย 350–500 ล้านบาทต่อปี

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ บัวเทศ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า หากพิจารณามูลค่ากล้วยไข่บนพื้นที่ 513 ไร่ในปี พ.ศ. 2566 หากจำหน่ายผลผลิตสดในราคาประมาณกิโลกรัมละ 10 บาท จะมีมูลค่าประมาณ 11 ล้านบาท

     แต่หากยกระดับกระบวนการผลิตเข้าสู่มาตรฐาน GAP มูลค่าผลผลิตอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 18 ล้านบาท และหากพัฒนาไปสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ มูลค่ากล้วยไข่บนพื้นที่ 513 ไร่ อาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 53 ล้านบาท

     ขณะเดียวกัน หากสามารถขยายพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ได้ถึง 3,000 ไร่ตามเป้าหมายของจังหวัด มูลค่าผลผลิตรวมอาจอยู่ที่ประมาณ 350–500 ล้านบาทต่อปี

     อีกโอกาสสำคัญคือการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น ซึ่งตามข้อมูลของโครงการระบุว่ามีความต้องการกล้วยไข่ประมาณ 8,000 ตันต่อปี หากสามารถเจาะตลาดได้ 20 เปอร์เซ็นต์ อาจสร้างเม็ดเงินกลับเข้าสู่จังหวัดกำแพงเพชรได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

จาก “กล้วยไข่” สู่เศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียน

     การฟื้นฟูกล้วยไข่กำแพงเพชรจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มพื้นที่ปลูก แต่เป็นการพัฒนาทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การอนุรักษ์สายพันธุ์ การจัดการแปลง การเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุน การยกระดับมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ การสร้างจุดรวบรวมและคัดเกรด การประกันราคา การพัฒนาตลาด การแปรรูป ตลอดจนการนำวัสดุเหลือทิ้งจากต้นกล้วยกลับมาใช้ประโยชน์

     แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบการพัฒนาพื้นที่ของ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) หรือ Program Management Unit for Area Based Development (PMU A) ซึ่งมุ่งใช้ข้อมูล งานวิจัย กลไก และกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเสริมความเข้มแข็งของคนและกลไกในพื้นที่

     สำหรับจังหวัดกำแพงเพชร “กล้วยไข่” จึงกำลังถูกวางบทบาทใหม่ จากพืชเศรษฐกิจที่เคยมีพื้นที่ปลูกจำนวนมาก แต่ลดลงอย่างต่อเนื่อง มาเป็นสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ที่ใช้ งานวิจัย นวัตกรรม มาตรฐาน การตลาด และการมีส่วนร่วมของคนหลายรุ่น เป็นเครื่องมือฟื้นฟู

     เป้าหมายสำคัญไม่เพียงต้องการเพิ่มพื้นที่ปลูกจาก 513 ไร่ไปสู่ 3,000 ไร่ แต่ยังต้องการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ลดต้นทุน ลดหนี้สิน รักษาพันธุ์กล้วยไข่กำแพงเพชรแท้ และสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่กลับมาสืบสานอาชีพในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

     โครงการเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายผู้ประกอบการกล้วยไข่กำแพงเพชรบนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่อย่างยั่งยืน จึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำงานวิจัยระดับพื้นที่มาเชื่อมต่อกับเกษตรกร ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ ตลาด และคนรุ่นใหม่ เพื่อเปลี่ยน “กล้วยไข่กำแพงเพชร” ให้กลับมาเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว