งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

รศ.ดร.พีระศักดิ์ ร่วมงานครบรอบ 67 ปี วช. ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะ ต่อยอดสตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 สู่คนเมือง

โรงเรือนอัจฉริยะสตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 มหาวิทยาลัยนเรศวรต่อยอดงานวิจัยสู่เกษตรสมัยใหม่​ และคนเมือง มุ่งเพิ่มคุณภาพผลผลิตและยืดอายุหลังเก็บเกี่ยว

โรงเรือนอัจฉริยะสตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89

     27​ พฤศจิกายน​ ​2569​ ​สตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์พระราชทาน 89 เป็นผลงานการปรับปรุงพันธุ์ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยพัฒนาขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2557–2563 มีจุดเด่นด้านสีผลแดงเข้ม กลิ่นหอม รสชาติหวานอมเปรี้ยว และปริมาณสารแอนโทไซยานินที่อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน รองศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท และคณะ ยังมุ่งนำองค์ความรู้ด้านการปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะและเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

โรงเรือนอัจฉริยะ รับมือสภาพอากาศแปรปรวน ยกระดับการผลิตพืช​ 

     รองศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้อำนวยการสถานวิจัย มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นผู้ดำเนินงานด้านการวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะร่วมกับคณะผู้วิจัย​ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้​ในงาน​ วช.​ ครบรอบ​ ​67​ ปี​ ณ​ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

     รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรต้องเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิที่สูงขึ้น และสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ปริมาณผลผลิต และคุณภาพสินค้าเกษตร การปลูกพืชในโรงเรือนที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และช่วยให้การผลิตมีความต่อเนื่องมากขึ้น

     โรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse) เป็นระบบปลูกพืชที่ใช้เทคโนโลยีควบคุมปัจจัยแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ แสงสว่าง ความชื้น และการให้น้ำ โดยสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อช่วยตรวจวัดและจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด

     ข้อดีของระบบดังกล่าว ได้แก่ การเพิ่มโอกาสในการปลูกพืชได้ตลอดปี การควบคุมคุณภาพผลผลิต การใช้น้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม ตลอดจนการลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศภายนอก อย่างไรก็ตาม การลงทุนสร้างโรงเรือนและติดตั้งระบบควบคุมมีต้นทุนสูง ผู้ใช้งานจึงจำเป็นต้องมีความรู้ด้านการจัดการระบบและการบำรุงรักษา รวมถึงประเมินความคุ้มค่าตามชนิดพืชและขนาดการผลิต

ตั้งศูนย์การเรียนรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร

     รศ.ดร.พีระศักดิ์ กล่าวว่า ศูนย์การเรียนรู้ระบบปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะ มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้ จัดทำสื่อการเรียนรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนที่สนใจ

     กิจกรรมสำคัญของศูนย์ประกอบด้วยการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) การพัฒนาระบบสาธิตการปลูกพืชในโรงเรือน และการฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้สนใจเข้าใจทั้งหลักการทำงานของระบบและแนวทางประยุกต์ใช้ในการผลิตจริง

     แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ เพราะช่วยให้ผู้ผลิตเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการควบคุมสภาพแวดล้อม การจัดการน้ำและปุ๋ย ตลอดจนการดูแลสุขภาพพืช โดยสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับทรัพยากรและเงื่อนไขของแต่ละพื้นที่

สตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 ผลงานปรับปรุงพันธุ์ร่วมระหว่างมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยนเรศวร

     รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวว่า สตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ระหว่างปี พ.ศ. 2557–2563 จากความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยใช้สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นสายพันธุ์แม่ และพันธุ์ 329 เป็นสายพันธุ์พ่อ

     ภายหลังการทดลองและพัฒนาพันธุ์ ผู้วิจัยได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานชื่อพันธุ์ และได้รับพระราชทานชื่อว่า “สตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89” เพื่อเป็นสิริมงคลและน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงมีพระราชดำริในการก่อตั้งโครงการหลวง

     ลักษณะเด่นของสตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 ได้แก่ ผลทรงกรวยถึงทรงกลมปลายแหลม ขนาดปานกลางถึงใหญ่ ผิวผลสีแดงสดและอาจเข้มจนถึงสีแดงเลือดหมูเมื่อสุกเต็มที่ เนื้อผลมีความแน่นระดับปานกลาง มีกลิ่นหอม และมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว เหมาะสำหรับบริโภคสด

     ผลมีน้ำหนักเฉลี่ย 20.60 กรัมต่อผล ความแน่นเนื้อเฉลี่ย 4.22 นิวตัน และความหวานเฉลี่ย 12.30 องศาบริกซ์ ขณะที่ปริมาณแอนโทไซยานินชนิด cyanidin-3-glucoside รวมเฉลี่ยอยู่ที่ 40.83 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม

     สารแอนโทไซยานินเป็นสารสีในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่พบในพืชหลายชนิด และได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้านโภชนาการและสุขภาพ

ต่อยอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ยืดอายุสตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89

     แม้สตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 จะมีจุดเด่นด้านสี กลิ่น รสชาติ และปริมาณสารแอนโทไซยานิน แต่ข้อจำกัดสำคัญคือผิวผลค่อนข้างบอบบาง เกิดรอยช้ำและความเสียหายได้ระหว่างเก็บเกี่ยวและขนส่ง ส่งผลต่ออายุการเก็บรักษาและคุณภาพของผลผลิต

     คณะผู้วิจัยจึงศึกษาวิธีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพและรักษาลักษณะของผลสตรอว์เบอร์รีให้เหมาะสมต่อการจำหน่าย

     ผลการทดลองด้วยการเคลือบผลด้วยสารละลายไคโตซานความเข้มข้น 1.0–2.0% สามารถชะลอการสุกและลดการสูญเสียน้ำหนัก โดยสามารถยืดระยะเวลาการเก็บรักษาได้ประมาณ 6 วัน ที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส พร้อมช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงสีผิว

     นอกจากนี้ การใช้สารเมทิลจัสโมเนตเพื่อส่งเสริมการพัฒนาสีแดงของผิวผลระหว่างการเก็บรักษา ได้ผลด้านการพัฒนาสีและคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวที่ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับชุดที่ไม่ได้รับการพ่นสาร

     การศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาพันธุ์พืชที่มีคุณภาพสูงควรดำเนินควบคู่กับเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยลดความสูญเสีย รักษาคุณภาพระหว่างขนส่ง และเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร

การปลูกสตรอว์เบอร์รี ต้องใส่ใจตั้งแต่ต้นพันธุ์ถึงการป้องกันโรค

     การผลิตสตรอว์เบอร์รีให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพต้องอาศัยการจัดการอย่างเหมาะสมตั้งแต่การเลือกต้นพันธุ์ การเตรียมวัสดุปลูก การจัดระบบน้ำและปุ๋ย ไปจนถึงการป้องกันกำจัดโรคและแมลง

     การเลือกต้นพันธุ์ควรคำนึงถึงความแข็งแรง ความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ และความต้องการของตลาด วัสดุปลูกควรมีการระบายน้ำดีและช่วยให้อากาศถ่ายเทบริเวณรากได้เหมาะสม ส่วนภาชนะปลูกต้องมีช่องระบายน้ำและจัดวางต้นให้มีระยะห่างเพียงพอสำหรับการรับแสงและการถ่ายเทอากาศ

     ด้านการให้น้ำและปุ๋ย ควรปรับปริมาณตามระยะการเจริญเติบโต สภาพอากาศ วัสดุปลูก และความต้องการของพืช โดยเฉพาะระบบปลูกในโรงเรือนที่สามารถตรวจวัดและควบคุมการให้น้ำและธาตุอาหารได้อย่างเป็นระบบ

     สำหรับการป้องกันโรคและแมลง ควรหมั่นตรวจสอบสภาพต้นและใบ ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคหรือไม่สมบูรณ์ และนำเศษพืชออกจากพื้นที่ปลูกเพื่อลดโอกาสสะสมของเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืช

     การผสานองค์ความรู้ด้านการปรับปรุงพันธุ์ การควบคุมสภาพแวดล้อม และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสตรอว์เบอร์รี และสนับสนุนการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงในภาคเกษตรกรรม

    รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวสรุปว่า เทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะเป็นนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับการปลูกสตรอว์เบอร์รีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถนำระบบเซนเซอร์และเทคโนโลยี IoT มาใช้ตรวจวัดและควบคุมปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก ทั้งอุณหภูมิ ความเข้มแสง ความชื้น และการให้น้ำ ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้สามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้อย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และเพิ่มโอกาสในการผลิตสตรอว์เบอร์รีที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องอาศัยความรู้ในการบริหารจัดการและการดูแลรักษาระบบควบคู่กันไป

     ขณะเดียวกัน สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ไม่ได้มีคุณค่าเพียงในด้านการเกษตรและการพัฒนาสายพันธุ์เท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวได้ด้วย โดยร้านอาหาร คาเฟ่ รีสอร์ต หรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สามารถนำสตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้มาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์สำหรับผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงแปลงปลูกให้เรียนรู้และถ่ายภาพ การเปิดกิจกรรมเก็บผลผลิตตามความเหมาะสม การนำผลสตรอว์เบอร์รีสดมาใช้เป็นวัตถุดิบในเมนูอาหาร เครื่องดื่ม และขนมหวาน ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่

     การผสานเทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะเข้ากับสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 จึงเป็นแนวทางที่ช่วยเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยีการเกษตร และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน สร้างทั้งแหล่งเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้การเกษตรสมัยใหม่สามารถเติบโตควบคู่ไปกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล

     ศูนย์การเรียนรู้ระบบปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

     ผู้ประสานงาน: รองศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท และคณะ

โทรศัพท์: 063-6392697
อีเมล: peerasakc@nu.ac.th