งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

ไดกิ้น ขยายผล “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” 4 จังหวัด ลด PM2.5 ในห้องเรียนเฉลี่ย 81% ผนึกกรมอนามัย ยกระดับคุณภาพอากาศเพื่อเด็กปฐมวัย

ห้องเรียนปลอดฝุ่น 4 จังหวัด ลด PM2.5ไดกิ้น ผนึกกรมอนามัย ขยายผลเฉลี่ย 81% คุณภาพอากาศ

ห้องเรียนปลอดฝุ่น ลด​ PM2.5

     ไดกิ้น (Daikin) เดินหน้าขยายผลโครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ยกระดับคุณภาพอากาศภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ผสานความเชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศ การระบายอากาศ และการกรองฝุ่น ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พร้อมนำประสบการณ์จากศูนย์ต้นแบบ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย ระยอง และนครราชสีมา ไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในพื้นที่อื่น โดยผลการตรวจวัดจากโครงการพบว่า ฝุ่น PM2.5 ภายในห้องเรียนต่ำกว่าภายนอกเฉลี่ย 81% ขณะที่ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ภายในห้องเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 618 ppm ตามข้อมูลที่โครงการรายงาน

     เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด จัดงานเสวนาเกี่ยวกับการขยายผลต้นแบบการพัฒนาคุณภาพอากาศภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ณ NEXTOPIA ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จากโครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” และแลกเปลี่ยนแนวทางดูแลคุณภาพอากาศในพื้นที่เรียนรู้ของเด็กปฐมวัย โดยมีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมให้มุมมองด้านสุขภาพและทิศทางการขยายผลในอนาคต

ไดกิ้นชี้คุณภาพอากาศในห้องเรียนเป็นโจทย์สำคัญของเด็กเล็ก

     นายวรพงศ์ กียปัจจ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในแต่ละปี ทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหลายแห่งต้องปิดประตูและหน้าต่างเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันฝุ่นจากภายนอกเข้าสู่ห้องเรียน อย่างไรก็ตาม เมื่อการระบายอากาศลดลง ก็อาจทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สะสมภายในห้อง ส่งผลต่อความสบายและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสมาธิในการเรียนรู้ของเด็ก

     นายวรพงศ์กล่าวว่า คุณภาพอากาศภายในห้องเรียนเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก เนื่องจากเด็กปฐมวัยใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันอยู่ภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ร่างกายกำลังเติบโต ไดกิ้นจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบดูแลอากาศที่ตอบโจทย์ทั้งการปรับอากาศ การระบายอากาศ และการกรองฝุ่นอย่างเป็นระบบ

     ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air” ไดกิ้นมุ่งนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอากาศมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่เรียนรู้ของเด็กเล็ก โดยนายวรพงศ์กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการนำองค์ความรู้ด้านระบบปรับอากาศ ระบบระบายอากาศ และระบบกรองอากาศ มาพัฒนาเป็นต้นแบบที่สามารถใช้งานได้จริงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก พร้อมให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้เพื่อให้ครูและผู้ดูแลสามารถใช้และดูแลระบบได้อย่างเหมาะสม

เปิดรายละเอียดห้องเรียนปลอดฝุ่นต้นแบบ 4 จังหวัด

     ตลอดการดำเนินโครงการ ไดกิ้นร่วมมือกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข หน่วยงานท้องถิ่น และภาควิชาการ พัฒนาศูนย์ต้นแบบรวม 4 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย ระยอง และนครราชสีมา เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้แนวทางการปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคารสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

     ระบบภายในศูนย์ต้นแบบประกอบด้วยระบบระบายอากาศแบบแลกเปลี่ยนความร้อน ซึ่งช่วยกรองฝุ่น PM2.5 ก่อนนำอากาศจากภายนอกเข้าสู่ห้อง ทำงานร่วมกับระบบปรับอากาศและเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ครูสามารถติดตามสภาพอากาศภายในห้องเรียน และปรับการดูแลให้เหมาะสมเมื่อคุณภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

     นอกจากการติดตั้งระบบแล้ว โครงการยังให้ความสำคัญกับการอบรมครูและผู้ดูแล เพื่อให้สามารถใช้งานและดูแลอุปกรณ์ได้ด้วยตนเอง ศูนย์ต้นแบบทั้ง 4 จังหวัดจึงเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับหน่วยงานที่สนใจศึกษาแนวทางการออกแบบ การติดตั้ง และการบำรุงรักษาระบบปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

ผลตรวจวัดพบ PM2.5 ภายในต่ำกว่าภายนอกเฉลี่ย 81%

     นายวรพงศ์ กียปัจจ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของโครงการเกิดจากความร่วมมือกับหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ ทำให้สามารถพัฒนารูปแบบที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการที่แตกต่างกันได้

     ข้อมูลจากโครงการระบุว่า ปัจจุบันศูนย์ต้นแบบเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กกว่า 200 คน และครูผู้ดูแลกว่า 20 คน โดยผลการตรวจวัดพบว่าค่าฝุ่น PM2.5 ภายในห้องเรียนต่ำกว่าภายนอกเฉลี่ย 81% ทั้งนี้ ข้อมูลที่นำมาอ้างอิงประกอบด้วยผลตรวจวัดจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กห้วยซ้อ จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีค่าฝุ่น PM2.5 ภายนอกสูงถึง 95 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

     ส่วนระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ภายในห้องเรียนมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 618 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ซึ่งตามข้อมูลที่โครงการรายงาน เป็นไปตามเกณฑ์ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

    นอกจากนี้ เซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศยังช่วยให้ครูติดตามข้อมูลและปรับการดูแลห้องเรียนได้ทันทีเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ขณะที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลห้วยซ้อ จังหวัดเชียงราย ได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากกรมอนามัย รับรองเป็น “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพอนามัย โดยเป็นแห่งแรกในภาคเหนือ ตามข้อมูลที่โครงการระบุ

กรมอนามัยเน้นขยายพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นให้เด็กเล็ก

     ด้าน ดร.จิตติมา รอดสวาสดิ์ ผู้อำนวยการกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมอนามัยให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นละอองให้แก่กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก พร้อมจัดทำแนวทางการพัฒนาห้องปลอดฝุ่นสำหรับบ้านเรือน อาคารสาธารณะ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่นำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม

     ดร.จิตติมา กล่าวว่า เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ กรมอนามัยจึงมุ่งขยายพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นให้ครอบคลุมสถานที่ที่เด็กใช้ชีวิตในแต่ละวัน โดยการพัฒนาศูนย์ต้นแบบในหลายพื้นที่ช่วยแสดงให้เห็นแนวทางการปรับปรุงคุณภาพอากาศที่สามารถนำไปดำเนินการได้จริง และเป็นประโยชน์ต่อการขยายผลไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งอื่นในอนาคต

     ความร่วมมือระหว่างบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานท้องถิ่น และภาควิชาการ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาองค์ความรู้และแนวทางจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคาร เพื่อให้พื้นที่เรียนรู้ของเด็กเล็กมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อสุขภาพและการเรียนรู้

ห้องเรียนปลอดฝุ่น

ไดกิ้นเตรียมต่อยอดโมเดลให้เหมาะกับพื้นที่หลากหลาย

     สำหรับแนวทางดำเนินงานในระยะต่อไป นายวรพงศ์ กียปัจจ์ กล่าวว่า ไดกิ้นจะนำประสบการณ์จากศูนย์ต้นแบบทั้ง 4 จังหวัดมาพัฒนาโมเดลให้เหมาะสมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ที่มีบริบทแตกต่างกัน โดยพิจารณาทั้งความต้องการของแต่ละแห่ง ระบบดูแลคุณภาพอากาศ และการให้ความรู้แก่ครูและผู้ดูแล

      นายวรพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า การดูแลคุณภาพอากาศให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างความเข้าใจและพัฒนาทักษะของผู้ใช้งาน ไดกิ้นจึงพร้อมนำบทเรียนจากโครงการมาพัฒนาต่อยอด และสนับสนุนการขยายแนวทางห้องเรียนปลอดฝุ่นไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่น ๆ ในอนาคต

     การขยายผลโครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” สะท้อนถึงความสำคัญของการจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคาร โดยเฉพาะในสถานที่ที่เด็กปฐมวัยใช้เวลาอยู่เป็นประจำ ทั้งการลดฝุ่นจากภายนอก การจัดการระบายอากาศ การติดตามระดับ CO2 และการพัฒนาความรู้ให้ผู้ดูแลสามารถใช้ระบบได้อย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดีและเอื้อต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว