งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

วช. เปิดเวทีวิจัยรับมือภัยพิบัติ ดัน 12 นวัตกรรมไทย เตือนก่อนท่วม–พร้อมรับแผ่นดินไหว

วช. ผนึกนักวิจัยไทย ใช้ “วิจัยและนวัตกรรม” สร้างระบบเตือนภัย ลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ

วิจัยรับมือภัยพิบัติ

     วันที่ 1 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดเวทีเสวนาและถอดบทเรียน “เตรียมพร้อม รู้ทัน รับมือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากนักวิจัยไทยที่มุ่งยกระดับการเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง การแจ้งเตือน และการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนาและนำเสนอผลการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการรับมือภัยพิบัติ ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8 ชั้น 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

     การจัดเวทีครั้งนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย ผู้บริหาร ผู้เข้าร่วมกิจกรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วม โดยมุ่งนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ทั้งน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม แผ่นดินไหว สึนามิ ตลอดจนภัยพิบัติที่มีความเชื่อมโยงและเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน เพื่อให้องค์ความรู้จากงานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการป้องกันและลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

     ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม เหตุการณ์ธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว หรือเหตุแผ่นดินไหวในหลายพื้นที่ ล้วนสะท้อนว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้น ประชาชนจึงจำเป็นต้องมีความรู้เท่าทันภัยพิบัติ มีความเข้าใจ มีทักษะ และมีการเตรียมพร้อมที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

     ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวอีกว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของประเทศ และผลักดันองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยเสริมศักยภาพของหน่วยงานและประชาชนให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเป็นระบบ

     “วช. มุ่งสื่อสารองค์ความรู้และเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง แจ้งเตือน และเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าว

     ภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมจำนวน 12 ผลงาน ครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวังน้ำท่วม การพยากรณ์และประเมินความเสี่ยงดินถล่ม การตรวจติดตามความมั่นคงของโครงสร้างอาคาร การรับมือแผ่นดินไหวและสึนามิ ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพประชาชนให้มีทักษะในการรับมือภัยพิบัติ

    ช่วงเสวนา รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำเสนอหัวข้อ “เตือนก่อนท่วม ทางรอดของชุมชนต้นน้ำและพื้นที่ลุ่มน่าน” โดยกล่าวถึงลักษณะภัยพิบัติในปัจจุบันที่มีแนวโน้มรุนแรงและสามารถเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ เช่น ฝนตกในปริมาณมากนำไปสู่น้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม หรือแผ่นดินไหวที่อาจส่งผลให้โครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายและนำไปสู่เหตุการณ์อื่นตามมา

     รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ กล่าวว่า แนวทางการเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยควรประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) ระบบเตือนภัย ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลที่ใกล้ตัวและข้อมูลสภาพแวดล้อม การแจ้งข่าว การแบ่งปันข้อมูล และเกณฑ์การประเมินระดับอันตราย โดยใช้นวัตกรรมสนับสนุนการเตือนภัยน้ำท่วมร่วมกับแผนที่ความเสี่ยงในเขตเมือง เพื่อระบุพื้นที่และจุดที่จำเป็นต้องอพยพเมื่อมีการแจ้งเตือน 2) มาตรการล่วงหน้า ทั้งการรับรู้ข้อจำกัดและมาตรการที่มีอยู่ รวมถึงแนวทางรับมือในกรณีฉุกเฉิน โดยระยะสั้นสามารถใช้การฝึกซ้อมรับมือภัย ขณะที่มาตรการระยะยาวอาจเป็นการเสริมโครงสร้างเพื่อชะลอหรือรองรับน้ำก่อนเข้าสู่เขตเมือง เช่น ฝายชะลอน้ำ อาคารพักน้ำ และอาคารดักตะกอน และ 3) การตัดสินใจของประชาชนว่าจะ “อยู่ ยก หรือย้าย” เมื่อได้รับข้อมูลแจ้งเตือน

     ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ถอนตัวก่อนถล่ม กลไกการเฝ้าระวังเหตุดินถล่มในภาวะฝน” โดยยกตัวอย่างเหตุธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยถล่มลงมาอย่างรวดเร็วในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาลและทิเบต ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของชั้นดินเยือกแข็งถาวร หรือ Permafrost

     รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ กล่าวว่า การจัดการพื้นที่เสี่ยงจำเป็นต้องใช้ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมในการประเมินความเสี่ยง การประกาศแจ้งเตือน ตลอดจนการพัฒนากระบวนการรับมือในระดับชุมชนและการปรับตัวในระดับบุคคล รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยง การนำหลักวิชาการมาใช้ในการวางแผน และการบรรจุแนวทางด้านความปลอดภัยไว้ในมาตรฐานการก่อสร้าง

     ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนอหัวข้อ “เตรียมเมือง เตรียมคน อย่างไรในวันที่แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว” โดยถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการถล่มของอาคารจากเหตุแผ่นดินไหว พร้อมนำเสนอการใช้ระบบตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ซึ่งประกอบด้วยโครงข่ายเซนเซอร์ที่ติดตั้งกระจายภายในอาคาร เพื่อวัดการสั่นของโครงสร้างและประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากแรงสั่นสะเทือน รวมถึงการแจ้งเตือนต่อผู้ใช้งานอาคารและแนวทางการเสริมกำลังอาคารให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

     อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการพัฒนาศักยภาพประชาชน โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัญจพาณ์ สุขโข สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย นำเสนอหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพประชาชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ” พร้อมถ่ายทอดนวัตกรรม “PANJAPA MODEL: รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพประชาชนในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว” ซึ่งมุ่งพัฒนาประชาชนให้มีความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยง การรับรู้สมรรถนะของตนเอง และทักษะที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอด การช่วยเหลือผู้อื่น และการบริหารจัดการสถานการณ์แผ่นดินไหวให้เหมาะสมกับวัยและบริบทของพื้นที่ฝ

     นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัญจพาณ์ สุขโข ยังนำเสนอ “Inno Smart Safety: นวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย” ซึ่งเป็นสื่อและอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ 3 ขั้น ได้แก่ “เรียนรู้ผ่านเกม–ฝึกจากอุปกรณ์จริง–ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ประกอบด้วย Survival Bag Challenge การ์ดเกมเตรียมพร้อมก่อนแผ่นดินไหว, กระเป๋า SMART SAFETY GO BAG กระเป๋าพร้อมรับสาธารณภัย และผ้า Smart Safety: Education for Emergency and Disaster Survival เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความตระหนัก การรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะในการเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย

    สำหรับนิทรรศการ “ชุดความรู้และนวัตกรรม” ภายในงาน มีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากนักวิจัยไทยจำนวน 12 ผลงาน ได้แก่ “สถานีตรวจวัดน้ำท่าเพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยน้ำท่วม จังหวัดน่าน” จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “แพลตฟอร์มเสริมสร้างความพร้อมรับมืออุทกภัยจังหวัดน่าน” จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “ผลิตภัณฑ์โมเสคฝนประมาณค่าจากเรดาร์ตรวจอากาศในพื้นที่ระดับลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศรหัสเปิด” จากมหาวิทยาลัยนเรศวร และ “Every One Seeing Flood Zone” จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

     นอกจากนี้ ยังมี “Platform Line@ ‘มดชนะภัย’” จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, “เครื่องมือพยากรณ์กลไกการกระแทกของเศษวัสดุธรณีไหลบนโครงสร้างเบี่ยงเบนทิศทางการไหล” จากมหาวิทยาลัยพะเยา, “Soil Nails ที่มีการติดตั้ง Strain Gauges เพื่อวัดพฤติกรรมที่แท้จริง” จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, “TUSHM ระบบตรวจสอบสุขภาพโครงสร้างและแจ้งเตือนอัจฉริยะ” จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, “ระบบตรวจติดตามการสั่นไหวของโครงสร้างแบบเวลาจริงและแจ้งเตือนแผ่นดินไหว” จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, “ระบบสนับสนุนการตัดสินใจรับมือภัยสึนามิ” จากมหาวิทยาลัยมหิดล, “PANJAPA MODEL: รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมศักยภาพประชาชนในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว” จากสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย และ “Inno Smart Safety: นวัตกรรมเตรียมพร้อมรับสาธารณภัย” จากสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย

     ผลงานทั้ง 12 ผลงานสะท้อนการประยุกต์ใช้วิจัยและนวัตกรรมในหลายระดับ ตั้งแต่การตรวจวัดและเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง การพยากรณ์ การแจ้งเตือนภัย การตรวจติดตามความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร ไปจนถึงการเสริมสร้างความรู้และทักษะให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสม

     การจัดเสวนาและนิทรรศการครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมจาก “องค์ความรู้” ไปสู่ “การใช้ประโยชน์จริง” โดยมุ่งสร้างระบบป้องกันและรับมือภัยพิบัติที่สามารถทำงานเชิงรุก ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง การแจ้งเตือน การเตรียมความพร้อม ไปจนถึงการรับมือเมื่อเกิดเหตุ

     ทั้งนี้ การสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา ชุมชน และประชาชน เพื่อให้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสามารถตอบโจทย์สถานการณ์จริง และช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว