บพท. หนุน ม.หาดใหญ่พัฒนา “กล่องเลี้ยงชันโรง” เพิ่มรอบเก็บน้ำผึ้ง 3 เที่ยวต่อปี ดันรายได้ชุมชนโต 45.13% สร้างนวัตกรฐานราก
จากกล่องเลี้ยงชันโรงสู่นวัตกรรมสร้างรายได้ ม.หาดใหญ่ปั้นนวัตกรชุมชนยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

ม.หาดใหญ่ร่วมกับนวัตกรชุมชน พัฒนา “กล่องเลี้ยงชันโรง” ให้เหมาะกับสายพันธุ์และพื้นที่ ช่วยแยกรังกับส่วนเก็บน้ำผึ้ง ลดการรบกวนและการสูญเสีย เพิ่มรอบเก็บน้ำผึ้งจากปีละ 1–2 ครั้งเป็น 3 ครั้งต่อปี ขณะที่วิสาหกิจชุมชน 6 แห่งมีรายได้รวมเพิ่มจากเดือนละ 169,000 บาท เป็น 245,270 บาท หรือเพิ่มขึ้น 45.13% พร้อมอบรมผู้เลี้ยงกว่า 200 คน จาก 28 กลุ่ม ใน 24 ตำบล 6 อำเภอของจังหวัดสงขลา สร้าง “นวัตกรชุมชน” ถ่ายทอดเทคโนโลยีต่อยอดอาชีพและเศรษฐกิจฐานราก
สงขลา – นวัตกรรมที่ดีไม่ได้วัดจากความแปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “ช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นอย่างไร” กรณีของ “กล่องเลี้ยงชันโรง” ที่พัฒนาโดย มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ร่วมกับนวัตกรชุมชน เป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปแก้ปัญหาการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำผึ้งชันโรง ลดการสูญเสีย เพิ่มรายได้ และต่อยอดไปสู่การสร้างอาชีพใหม่ในชุมชน
การพัฒนาดังกล่าวเกิดขึ้นจาก โครงการวิจัยนวัตกรรมการเลี้ยงผึ้งชันโรงพร้อมใช้เชิงพาณิชย์และเสริมสร้างพลังนวัตกรชุมชน เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดยทีมวิจัยจาก มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้พัฒนากล่องเลี้ยงชันโรงโดยได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัด สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.
เป้าหมายสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการสร้างอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงชันโรง แต่เป็นการพัฒนาระบบการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้คนในชุมชนสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ สร้างผลผลิตและรายได้จริง ตลอดจนสามารถถ่ายทอดความรู้ต่อให้กับสมาชิกในพื้นที่ได้
พัฒนากล่องเลี้ยงชันโรง แก้ปัญหาการเลี้ยง เพิ่มรอบเก็บน้ำผึ้ง
ก่อนการพัฒนานวัตกรรม ผู้เลี้ยงชันโรงจำนวนมากประสบปัญหาจากกล่องเลี้ยงแบบเดิม ทั้งการป้องกันศัตรูธรรมชาติที่ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การเก็บน้ำผึ้งที่ทำได้ยาก มีสิ่งเจือปน และสามารถเก็บผลผลิตได้เพียงปีละประมาณ 1–2 ครั้ง ส่งผลให้ผลผลิตต่ำและรายได้ของผู้เลี้ยงไม่แน่นอน
ทีมวิจัยจึงออกแบบ “กล่องเลี้ยงชันโรง” รูปแบบใหม่ ทั้งแบบ 1 ช่อง 2 ช่อง และ 3 ช่อง เพื่อให้เหมาะสมกับชนิด สายพันธุ์ชันโรง และสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน โดยออกแบบให้สามารถแยกส่วนของรังและส่วนเก็บน้ำผึ้งออกจากกัน ช่วยให้เก็บน้ำผึ้งได้สะดวกขึ้น ลดการรบกวนรัง ลดโอกาสการสูญเสียแม่พันธุ์ และช่วยป้องกันศัตรูธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลจากการนำกล่องเลี้ยงรูปแบบใหม่ไปใช้ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถเพิ่มรอบการเก็บน้ำผึ้งจากเดิม ปีละ 1–2 ครั้ง เป็น 3 ครั้งต่อปี ส่งผลให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น คุณภาพน้ำผึ้งดีขึ้น และมีสิ่งเจือปนน้อยลง
รายได้วิสาหกิจชุมชนเพิ่ม 45.13% จากงานวิจัยสู่การสร้างอาชีพ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นุกูล ชิ้นฟัก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เปิดเผยว่า ในปี 2566 วิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 6 แห่ง มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 169,000 บาท เป็น 245,270 บาท หรือเพิ่มขึ้น 45.13%
รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงเพียงอย่างเดียว แต่ยังต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากชันโรง การผลิตกล่องเลี้ยงชันโรง และการจำหน่าย “กล่องพร้อมเลี้ยง” ซึ่งมีแม่พันธุ์และรังอยู่ภายใน ทำให้ผู้ซื้อสามารถนำไปเริ่มเลี้ยงได้ทันที
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นุกูล ชิ้นฟัก กล่าวว่า หากสามารถขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวไปสู่ครัวเรือนเกษตรกรและแรงงานรับจ้างที่มีรายได้ประมาณ 1,900–8,000 บาทต่อเดือน จะสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม
หัวใจของโครงการจึงไม่ได้อยู่ที่การส่งมอบกล่องเลี้ยงชันโรง แต่คือการ “สร้างคน” ผ่านกระบวนการ Appropriate Learning Process ซึ่งประกอบด้วยการสำรวจข้อมูล การค้นหาครัวเรือนเป้าหมาย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถก้าวไปเป็น “นวัตกรชุมชน”
โครงการมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 200 คน จากกลุ่มผู้เลี้ยงชันโรง 28 กลุ่ม ครอบคลุม 24 ตำบล ใน 6 อำเภอของจังหวัดสงขลา โดยผู้เข้าร่วมเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เลี้ยงชันโรงมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี ก่อนนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่
หนึ่งในพื้นที่ที่เห็นผลอย่างชัดเจนคือ วิสาหกิจชุมชนสวนป่าสมุนไพรเกษตรสามมิติ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
วิสาหกิจชุมชนสวนป่าสมุนไพรเกษตรสามมิติ ขยายเครือข่ายกว่า 60 คน
นายอับด้นเลาะห์ หีมยิ ประธานวิสาหกิจชุมชนสวนป่าสมุนไพรเกษตรสามมิติ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า หลังจากได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้กล่องเลี้ยงชันโรงรูปแบบใหม่ สมาชิกสามารถเก็บน้ำผึ้งได้มากขึ้น ขณะที่อัตราการตายของแม่พันธุ์ลดลงอย่างชัดเจน
จากเดิมที่มีผู้เข้าร่วมโครงการเพียง 4 ครัวเรือน ปัจจุบันเครือข่ายขยายตัวเป็นสมาชิกมากกว่า 60 คน และพัฒนาบทบาทเป็นศูนย์รับซื้อน้ำผึ้งชันโรงจากสมาชิกทั้งในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง
นอกจากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงแล้ว กลุ่มยังสร้างรายได้จากการจำหน่ายขี้ชัน การผลิตกล่องเลี้ยงชันโรง และการจำหน่าย “กล่องพร้อมเลี้ยง” ซึ่งมีแม่พันธุ์และไข่ชันโรงบรรจุอยู่ภายใน โดยมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าทั่วประเทศ
บ้านควนมินรวมกลุ่มผู้เลี้ยง พัฒนาชันโรงสายพันธุ์ขันเงิน
ด้าน นายเดชาชัย อินสมภักษร ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงชันโรงบ้านควนมิน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า จากการรวมตัวของผู้เลี้ยงชันโรงเพียง 8 คน ปัจจุบันขยายเป็น 50 คน
กลุ่มพัฒนาการเลี้ยงชันโรงสายพันธุ์ ขันเงิน ด้วยกล่องเลี้ยงแบบ 2 ช่อง ซึ่งช่วยแยกส่วนเก็บน้ำผึ้งออกจากส่วนของรัง ทำให้การจัดการผลผลิตสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบันสมาชิกมีชันโรงรวมกันประมาณ 500 กล่อง และกลุ่มยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับซื้อน้ำผึ้งชันโรง หรือ “ล้ง” รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากชันโรง เพื่อกระจายผลผลิตเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากนี้ กลุ่มยังรับซื้อน้ำผึ้งชันโรงจากเครือข่ายในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเลี้ยงชันโรง ทำให้เกิดรายได้เพิ่มเติมจากการศึกษาดูงานและการฝึกอบรม
ศูนย์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้เกษียณอายุ และประชาชนที่ต้องการสร้างอาชีพเสริมเข้ามาเรียนรู้การเลี้ยงชันโรง เพื่อเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน
กล่องเลี้ยงมาตรฐานช่วยเพิ่มรายได้สมาชิกกว่า 10,000 บาทต่อเดือน
ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ คำแสน ผู้ร่วมขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้ด้านการเลี้ยงชันโรง กล่าวว่า ในอดีตผู้เลี้ยงแต่ละรายทำกล่องเลี้ยงขึ้นมาใช้เอง ทำให้ได้ผลผลิตไม่มาก แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้กล่องมาตรฐานจากงานวิจัย ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น เดือนละมากกว่า 10,000 บาท
รายได้ดังกล่าวมาจากหลายช่องทาง ทั้งการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรง การจำหน่ายกล่องเปล่า และการจำหน่ายกล่องรังพร้อมเลี้ยง โดยสมาชิกบางรายมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7,000–25,000 บาทต่อเดือน
นอกจากประโยชน์ด้านการสร้างรายได้แล้ว ชันโรงยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ โดยช่วยผสมเกสรพืช ซึ่งสามารถสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตของพืชที่เกษตรกรปลูก ขณะเดียวกันการเลี้ยงชันโรงยังส่งเสริมให้เกิดการดูแลสภาพแวดล้อม เนื่องจากพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงควรเป็นพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีและยากำจัดศัตรูพืชน้อยหรือไม่มีการใช้สารดังกล่าว
ม.หาดใหญ่ตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี ขยายองค์ความรู้สู่ชุมชน
เพื่อให้ผลลัพธ์จากงานวิจัยสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้จัดตั้ง “ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีผึ้งชันโรงเพื่อชุมชน” เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ พืชอาหาร การออกแบบกล่องเลี้ยง การจัดการผลผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์ และการตลาดไว้ในระบบเดียว
ศูนย์ดังกล่าวยังใช้เครือข่าย นวัตกรชุมชน ที่ผ่านการอบรมจากโครงการเป็นพี่เลี้ยงและผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้สนใจรุ่นใหม่ เพื่อขยายองค์ความรู้และอาชีพการเลี้ยงชันโรงไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดสงขลาและพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
จาก “กล่องเลี้ยงชันโรง” สู่การสร้างเศรษฐกิจฐานราก
ผลจากโครงการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมเพื่อชุมชนไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของผู้ใช้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง และมีระบบการถ่ายทอดความรู้ที่ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้
กรณี “กล่องเลี้ยงชันโรง” ของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงชันโรง แต่เป็นการนำ งานวิจัย เทคโนโลยี และกระบวนการเรียนรู้ มาผสานกับประสบการณ์ของผู้เลี้ยงในพื้นที่ จนเกิดเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย สร้างรายได้ และพัฒนาคนในชุมชนให้สามารถเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อไปได้
จากวิสาหกิจชุมชน 6 แห่งที่มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 45.13% ผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 200 คน และเครือข่ายผู้เลี้ยงที่ขยายตัวในหลายพื้นที่ จึงเป็นภาพสะท้อนว่า งานวิจัยที่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และมีการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง สามารถเปลี่ยนจาก “นวัตกรรมในงานวิจัย” สู่ “นวัตกรรมสร้างรายได้” และต่อยอดเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม
ถาม: กล่องเลี้ยงชันโรงของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ช่วยเพิ่มรายได้อย่างไร?
ตอบ: กล่องเลี้ยงชันโรงรูปแบบใหม่ช่วยแยกส่วนรังและส่วนเก็บน้ำผึ้ง ลดการรบกวนรังและการสูญเสีย ทำให้สามารถเพิ่มรอบเก็บน้ำผึ้งจากปีละ 1–2 ครั้งเป็น 3 ครั้งต่อปี และต่อยอดรายได้จากน้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูป และการจำหน่ายกล่องพร้อมเลี้ยง
ถาม: รายได้ของวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเท่าไร?
ตอบ: วิสาหกิจชุมชน 6 แห่งมีรายได้รวมเพิ่มจากเดือนละ 169,000 บาท เป็น 245,270 บาท หรือเพิ่มขึ้น 45.13%
ถาม: โครงการพัฒนากล่องเลี้ยงชันโรงมีผู้เข้าร่วมกี่คน?
ตอบ: มีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 200 คน จากกลุ่มผู้เลี้ยงชันโรง 28 กลุ่ม ครอบคลุม 24 ตำบล ใน 6 อำเภอของจังหวัดสงขลา
ถาม: ใครเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยกล่องเลี้ยงชันโรง?
ตอบ: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นุกูล ชิ้นฟัก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย
ถาม: กล่องพร้อมเลี้ยงชันโรงคืออะไร?
ตอบ: เป็นกล่องเลี้ยงที่มีแม่พันธุ์และรังหรือองค์ประกอบสำหรับเริ่มต้นเลี้ยงชันโรงอยู่ภายใน สามารถนำไปเริ่มเลี้ยงได้ทันที และเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนสามารถนำไปสร้างรายได้
ถาม: มหาวิทยาลัยหาดใหญ่จัดตั้งหน่วยงานอะไรเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้?
ตอบ: มหาวิทยาลัยหาดใหญ่จัดตั้ง “ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีผึ้งชันโรงเพื่อชุมชน” เพื่อรวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสายพันธุ์ พืชอาหาร การออกแบบกล่องเลี้ยง การจัดการผลผลิต การแปรรูป และการตลาด
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ร่วมกับนวัตกรชุมชนพัฒนา “กล่องเลี้ยงชันโรง” ภายใต้โครงการวิจัยนวัตกรรมการเลี้ยงผึ้งชันโรงพร้อมใช้เชิงพาณิชย์และเสริมสร้างพลังนวัตกรชุมชน เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สังกัดสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. นวัตกรรมช่วยเพิ่มรอบการเก็บน้ำผึ้งจากปีละ 1–2 ครั้งเป็น 3 ครั้งต่อปี ขณะที่วิสาหกิจชุมชน 6 แห่งมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 45.13% และโครงการสร้างนวัตกรชุมชนกว่า 200 คนในจังหวัดสงขลา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและต่อยอดอาชีพการเลี้ยงชันโรงในพื้นที่อย่างยั่งยืน
#กล่องเลี้ยงชันโรง #ชันโรง #น้ำผึ้งชันโรง #มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ #นวัตกรรมชุมชน #นวัตกรชุมชน #เศรษฐกิจฐานราก #วิสาหกิจชุมชน #สงขลา #งานวิจัยเพื่อชุมชน #เทคโนโลยีเพื่อชุมชน #สร้างรายได้ #รวพ #หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่
