งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ วิเคราะห์แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ 7.8 แมกนิจูด ชี้อาคารเตี้ยเสียหายหนักจากคลื่นระยะใกล้ เตือนกรุงเทพฯ ยังเสี่ยงแผ่นดินไหวระยะไกล ควรเร่งจัดทำฐานข้อมูลอาคารและระบบเตือนภัย

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ ชี้แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ขนาด 7.8 เป็นเหตุการณ์รุนแรงจากแนววงแหวนไฟของโลก

     จากกรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 แมกนิจูด บริเวณชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงนั้น

     ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพก่อให้เกิดความเสียหายสูง เนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์ตั้งอยู่บนแนว "วงแหวนแห่งไฟ" หรือ Ring of Fire ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและเกิดแผ่นดินไหวรวมถึงภูเขาไฟปะทุบ่อยครั้ง

     นอกจากนี้ จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวยังอยู่ห่างจากเขตเมืองเพียงประมาณ 20-30 กิโลเมตร จัดเป็นแผ่นดินไหวระยะใกล้ (Near-Field Earthquake) ส่งผลให้เกิดคลื่นแผ่นดินไหวความถี่สูง ซึ่งมีผลกระทบต่ออาคารเตี้ยและอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 5 ชั้นอย่างมีนัยสำคัญ

     "เมื่อศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใกล้พื้นที่ชุมชน คลื่นแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นจะมีความถี่สูง ส่งผลให้อาคารเตี้ยได้รับแรงสั่นสะเทือนมากกว่าปกติ จึงพบรายงานความเสียหายและการพังถล่มของอาคารเตี้ยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ" ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ กล่าว

เปรียบเทียบแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์กับเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครในปี 2568

     ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ อธิบายเพิ่มเติมว่า ลักษณะของแผ่นดินไหวในประเทศฟิลิปปินส์มีความแตกต่างจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2568 อย่างชัดเจน

     กรณีของกรุงเทพมหานครนั้น แรงสั่นสะเทือนส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากรอยเลื่อนขนาดใหญ่ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะรอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) รวมถึงกลุ่มรอยเลื่อนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศไทย เช่น จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครหลายร้อยถึงกว่าพันกิโลเมตร

     แผ่นดินไหวลักษณะดังกล่าวจัดเป็น "แผ่นดินไหวระยะไกล" (Far-Field Earthquake) ทำให้คลื่นแผ่นดินไหวที่เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครเป็นคลื่นคาบยาว (Long-Period Waves) ซึ่งส่งผลต่ออาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่เป็นพิเศษ

     "อาคารสูงจะตอบสนองต่อคลื่นคาบยาวได้มากกว่าอาคารเตี้ย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่อาคารสูงในกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวระยะไกลมากกว่าอาคารเตี้ย" ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ กล่าว

เตือนกรุงเทพมหานครยังไม่ปลอดภัยจากความเสี่ยงแผ่นดินไหว

     นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ยังระบุว่า แม้กรุงเทพมหานครจะไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนมีพลังโดยตรง แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว โดยเฉพาะแผ่นดินไหวระยะไกลที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน

     เนื่องจากพื้นที่กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนชั้นดินอ่อนหนา ซึ่งมีคุณสมบัติในการขยายแรงสั่นสะเทือนของคลื่นแผ่นดินไหวได้หลายเท่า ส่งผลให้อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่ที่มีชั้นดินแข็ง

เสนอจัดทำฐานข้อมูลอาคารเสี่ยงและติดตั้งระบบเซ็นเซอร์เตือนภัย

     ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ เสนอว่า หน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือแผ่นดินไหวในอนาคต ได้แก่

  • สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลความเสี่ยงของอาคารทั่วกรุงเทพมหานคร
  • ประเมินความมั่นคงแข็งแรงของอาคารสูงและอาคารสาธารณะ
  • จัดทำแผนเสริมความแข็งแรงโครงสร้างอาคารที่มีความเสี่ยง
  • ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนและระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหวในอาคารสำคัญ
  • พัฒนาระบบบริหารจัดการภัยพิบัติและแผนอพยพประชาชนในเขตเมือง

     ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างย้ำว่า การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การมีฐานข้อมูลอาคารที่ถูกต้อง และการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังสมัยใหม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้