“ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นประธาน วช. – ม.อ. MOU ฟื้นฟูแนวปะการังไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม หนุนเศรษฐกิจฐานรากและการอนุรักษ์ทะเลอย่างยั่งยืน
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ – มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ลงนาม MOU ฟื้นฟูแนวปะการังไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม “ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” หนุนเศรษฐกิจฐานรากและการอนุรักษ์ทะเลอย่างยั่งยืน

สงขลา, 8 มิถุนายน 2569 – ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์และฟื้นฟูแนวปะการังอย่างยั่งยืนด้วยงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม
พิธีดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างการตรวจเยี่ยมกิจกรรม “การขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก” ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง อว. และหน่วยงานเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน
ขณะที่ผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ประกอบด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
“ยศชนัน” ชูวิทยาศาสตร์นำทาง ฟื้นฟูแนวปะการัง สร้างสมดุลเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางวิชาการ แต่ถือเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ที่สะท้อนเจตนารมณ์ของกระทรวง อว. ในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่
กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และกลไกงบประมาณ เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่าง วช. และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้เป็นต้นแบบการใช้ “วิทยาศาสตร์นำทาง” ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย
“เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์แนวปะการัง แต่เป็นการสร้างสมดุลใหม่ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งกับความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว
วช. ขานรับ MHESI Action Plan 2026–2030 เดินหน้าวิจัยตอบโจทย์ประเทศ
ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย “MHESI Action Plan 2026–2030” ผ่านการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
โดยความร่วมมือครั้งนี้จะมุ่งพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และภาคีเครือข่าย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต
โชว์นวัตกรรมฟื้นฟูปะการัง ผลงานวิจัยเด่นจากนักวิจัยไทย
ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ได้แก่
1. นวัตกรรมฐานยึดเกาะตัวอ่อนปะการัง “Polyp Haven”
ผลงานของ ดร.ชุติพันธ์ เลิศวชิรไพบูลย์ จาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
นวัตกรรมดังกล่าวผลิตจากวัสดุผสมพิเศษระหว่างอะราโกไนต์แคลเซียมคาร์บอเนตและพลาสติกชีวภาพ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะของตัวอ่อนปะการังและเร่งการเจริญเติบโตของปะการังในธรรมชาติ
2. เทคโนโลยีฟื้นฟูปะการังด้วยชิ้นส่วนปะการังขนาดเล็ก
ผลงานของ รองศาสตราจารย์ ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เป็นเทคนิคที่ช่วยเร่งการเติบโตของปะการัง เพิ่มอัตราการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ และช่วยฟื้นฟูแนวปะการังที่เสื่อมโทรมให้กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
3. งานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพแนวปะการังเกาะแสมสาร
ผลงานของ ดร.สุเมตต์ ปุจฉาการ จาก มหาวิทยาลัยบูรพา
เป็นการศึกษารวบรวมข้อมูลชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ทะเลในบริเวณเกาะแสมสารและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือ วช. – ม.อ. ก้าวสำคัญสู่การอนุรักษ์ทะเลไทยอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทย ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่ง และการสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง
โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยมีระบบนิเวศทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ แนวปะการังได้รับการฟื้นฟูอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่าสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน.
