กรมศุลกากร–กรมการค้าต่างประเทศ แถลงผลงานจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด เสียหายกว่า 503 ล้านบาท ปีงบฯ 2569
กรมศุลกากร ร่วมกับ กรมการค้าต่างประเทศ แถลงผลจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด และสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ตั้งแต่ ต.ค. 2568 – ก.พ. 2569 มูลค่าความเสียหายกว่า 503 ล้านบาท

เมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมแถลงผลการจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) และสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 503 ล้านบาท ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคาร 1 กรมศุลกากร
ยกระดับตรวจเข้ม ปกป้องเศรษฐกิจไทยจากการทุ่มตลาด
อธิบดีกรมศุลกากรเปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการปกป้องระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศให้แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีการนำเข้าสินค้าในราคาต่ำกว่ากลไกตลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อฐานการผลิต การลงทุน และการจ้างงานในประเทศ
กรมศุลกากรจึงบูรณาการความร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้า และใช้มาตรการเชิงรุกสกัดกั้นการหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด รวมถึงการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยมิชอบ
สรุปผลจับกุม ต.ค. 2568 – ก.พ. 2569 รวมกว่า 503 ล้านบาท
1) คดีหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด
มูลค่ารวม 109.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 61 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ผลการจับกุมที่สำคัญ ได้แก่
-
กองสืบสวนและปราบปราม
-
อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป และโปรไฟล์อะลูมิเนียม 49 ราย มูลค่า 47.17 ล้านบาท
-
ท่อเหล็กและเหล็กกล้าชนิดเชื่อมตะเข็บ 16 ราย มูลค่า 8.95 ล้านบาท
-
-
สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง
-
อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป ประตู ขอบลิ้นชัก และของลักษณะเดียวกัน 63 ราย มูลค่า 14.72 ล้านบาท
-
ท่อเหล็ก แผ่นรีดเหล็ก รางเหล็ก และสินค้าใกล้เคียง 24 ราย มูลค่า 7.28 ล้านบาท
-
-
สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ
-
อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป อุปกรณ์ยึดแผงโซลาร์เซลล์ และสินค้าใกล้เคียง 46 ราย มูลค่า 31.26 ล้านบาท
-
การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
2) คดีสินค้าสวมสิทธิ์และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด
มูลค่ารวม 393.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 142 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
กรณีสำคัญ อาทิ
-
สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ
ตรวจพบสินค้านำเข้าจากจีน แต่ระบุ “Made in Thailand” เช่น ปลอกหมอน ห่วงยางเป่าลม ชุดว่ายน้ำเด็ก รวม 50,824 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 11.2 ล้านบาท
รวมถึงตัวหนีบนิ้วทำเล็บและตลับกระจก 85,320 ชิ้น มูลค่า 4.94 ล้านบาท
และโคมไฟ Solar Light แบรนด์ Panasonic ระบุ “Made in Japan” จำนวน 425 ชิ้น มูลค่า 3.51 ล้านบาท -
กองสืบสวนและปราบปราม
ตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากเวียดนามในเขตปลอดอากร จังหวัดชลบุรี พบเสื้อละเมิดเครื่องหมายการค้า และสำแดงถิ่นกำเนิดเท็จ 37,650 ตัว มูลค่ากว่า 215 ล้านบาท
รวมถึงชุดสายพ่วง หน้ากากปลั๊ก และเต้ารับไฟฟ้า นำเข้าจากจีน แต่ระบุ “Made in Thailand” จำนวนกว่า 110,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 57 ล้านบาท -
ด่านศุลกากรแม่สอด
ตรวจพบแจ็คเก็ต 19,980 ตัว และชุดกีฬา 17,348 ชุด สำแดงถิ่นกำเนิดจีน แต่ป้ายระบุ “Made in Thailand” มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท
การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พ.ศ. 2481 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
เดินหน้าสกัดสินค้าปลอมถิ่นกำเนิดต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นการค้าไทย
อธิบดีกรมศุลกากรย้ำว่า ทั้งสองหน่วยงานจะดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ และสินค้าที่หลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาดอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย สร้างการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบการค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะยาว
