PPP Plastics ผนึกภาครัฐ–เอกชน เปิด Circularity Alliance ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างระบบ EPR อย่างยั่งยืน
PPP Plastics เปิดตัว Circularity Alliance ขับเคลื่อนระบบ EPR ไทย เตรียมภาคธุรกิจรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์หลังบริโภค สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

PPP Plastics หรือสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และองค์กรภาคีเครือข่าย จัดงาน “PPP Plastics: Moving Towards a Circular Ecosystem in Thailand” เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พร้อมเปิดตัว Circularity Alliance ระบบกลไกปฏิบัติการ EPR อย่างยั่งยืน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจทดลองดำเนินงานจริง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบฐานข้อมูลสำหรับการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) ในอนาคต
การเปิดตัว Circularity Alliance เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย ผู้รวบรวมขยะ และโรงงานรีไซเคิล ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมเรียนรู้และทดลองระบบการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคก่อนที่กฎหมาย EPR จะมีผลบังคับใช้ พร้อมนำประสบการณ์จากการปฏิบัติมาพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายและกลไกที่เหมาะสมกับประเทศไทย
ภาครัฐย้ำจัดการขยะตลอดวงจรชีวิต ผลักดัน EPR สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
นายธนัญชัย วรรณสุข รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการผลักดันนโยบายและมาตรการจัดการขยะมูลฝอยและขยะพลาสติกอย่างเป็นระบบตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น การคัดแยกขยะ และการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการขับเคลื่อนกลไกความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต หรือ EPR เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเดินหน้าผลักดันนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะ โดยยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
นายธนัญชัยยังกล่าวถึง Circularity Alliance ว่าเป็นกลไกความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนระบบ EPR และเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วนสำหรับการบังคับใช้กฎหมายด้านการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยมุ่งให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าร่วมรับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค พร้อมสร้างความร่วมมือกับผู้จำหน่าย ผู้รวบรวมขยะ และโรงงานรีไซเคิล
Circularity Alliance จะทำหน้าที่เป็นกลไกต้นแบบสำหรับการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ภาคสมัครใจ โดยพัฒนาระบบที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส และเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่ พร้อมเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถปรับตัวและยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ส.อ.ท. ชู Circular Transformation มอง EPR เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่
นายเชิญพร เต็งอำนวย รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประจำสำนักประธาน ซึ่งได้รับมอบหมายจาก คุณพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้เข้าร่วมงาน ได้แสดงจุดยืนเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนขยะบรรจุภัณฑ์และพลาสติกให้กลับมาเป็นทรัพยากรใหม่
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้บรรจุแนวคิดดังกล่าวไว้ในนโยบายหลัก 5I สำหรับวาระปี พ.ศ. 2569–2571 โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านแบบครบวงจร (Circular Transformation) ผ่านบทบาทของสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) ในการผลักดันระบบความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR)
การดำเนินงานมุ่งขับเคลื่อน 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่
พัฒนากลไก EPR ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
พัฒนาระบบเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว
สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ส่งเสริมการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycle) ควบคู่กับมาตรการจูงใจ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยืนยันว่า EPR ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงภาระของผู้ประกอบการ แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถมีส่วนร่วมได้
PPP Plastics ผนึกภาคีเครือข่าย สร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับระบบ EPR
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประธานเครือข่าย PPP Plastics และนายกสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของ PPP Plastics ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันนโยบายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนจากวัสดุใช้แล้วและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านนโยบายและกฎหมาย ด้านโครงสร้างและนวัตกรรม ด้านการสื่อสาร และด้านการสร้างความร่วมมือ
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยสมาคมฯ มุ่งทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการสร้างกลไกและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน และผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล
ดร.วิจารย์กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดตัว Circularity Alliance เป็นการส่งเสริมให้เครือข่ายภาคธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมรับผิดชอบต่อการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคอย่างเป็นระบบ ตามหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยให้สามารถดำเนินงานได้จริง
Circularity Alliance มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบฐานข้อมูล และกลไกการขับเคลื่อน EPR อย่างยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่
เตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจเพื่อรองรับกฎหมาย EPR
เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ ด้วยการพัฒนาเครือข่ายและต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานตลอดระบบ
พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
สนับสนุนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการ EPR ภาคสมัครใจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ
กลไกดังกล่าวจะเชื่อมโยงเครือข่ายผู้รวบรวมขยะ ศูนย์คัดแยกขยะทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการรีไซเคิล และภาคธุรกิจ พร้อมพัฒนาระบบข้อมูลสำหรับติดตามและตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ รวมถึงกลไกทางการเงินและระบบบริหารจัดการที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
ประกาศความร่วมมือ The Future of Thailand’s Circular Ecosystem
อีกหนึ่งความคืบหน้าสำคัญภายในงาน คือ การประกาศความร่วมมือภายใต้แนวคิด “The Future of Thailand’s Circular Ecosystem” ระหว่างองค์กรภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ประกอบที่จำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และผลักดันการจัดการขยะและขยะพลาสติกของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ
ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการวัสดุใช้แล้ว ไปจนถึงการสร้างตลาดรองรับวัสดุรีไซเคิล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ระดมความคิดเห็นจากต้นทางถึงปลายทาง พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายจัดการขยะพลาสติก
ภายในช่วงเสวนา PPP Plastics: “Moving Towards a Circular Ecosystem in Thailand” มีตัวแทน PPP Plastics Taskforce Leader ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการดำเนินงานของ PPP Plastics ที่ครอบคลุมทั้งด้านนโยบายและกฎหมาย ด้านโครงสร้างและนวัตกรรม ด้านการสื่อสาร และด้านการสร้างความร่วมมือ เพื่อผลักดันระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการขยะอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “PPP Plastics มุ่งสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการขยะอย่างยั่งยืน” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมระดมความคิดเห็นในประเด็นสำคัญ ได้แก่
การส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางหรือแหล่งกำเนิด
การเชื่อมโยงผู้ประกอบอาชีพรับซื้อของเก่า หรือซาเล้ง และร้านรับซื้อของเก่า เข้าสู่ระบบการจัดการขยะ
การพัฒนาเครือข่ายสถานที่คัดแยกและกู้คืนวัสดุ (Material Recovery Facility: MRF) เพื่อสนับสนุน Circularity Alliance
การสร้างอุปสงค์และเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุรีไซเคิลและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled: PCR)
ผลจากการระดมความคิดเห็นจะถูกรวบรวมและพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งสนับสนุนการลดปริมาณขยะพลาสติก เพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิล สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพลาสติกใช้แล้ว และพัฒนากลไกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถดำเนินงานได้จริงในประเทศไทย
การเปิดตัว Circularity Alliance และความร่วมมือ The Future of Thailand’s Circular Ecosystem จึงเป็นอีกก้าวของ PPP Plastics และภาคีเครือข่ายในการเชื่อมโยงนโยบาย ภาคธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบข้อมูล เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกภาคส่วนร่วมรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน












