สสส. เปิดข้อมูล “NCDs-อุบัติเหตุ” ต้นเหตุการตายก่อนวัยอันควร ใช้ข้อมูลชุมชนแก้พฤติกรรมเสี่ยง ตั้งเป้า 2,000 ชุมชนต้นแบบ
สสส. ชี้ NCDs ครองสาเหตุสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เดินหน้าใช้ข้อมูลชุมชนแก้พฤติกรรมเสี่ยง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เดินหน้ารับมือวิกฤตสุขภาพคนไทย โดยใช้ข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตและพฤติกรรมเสี่ยงในระดับพื้นที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการออกแบบมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ หลังข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ (HISO) สะท้อนว่า การสูญเสียปีสุขภาวะจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือ Years of Life Lost (YLL) ของคนไทยส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs และการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ
ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 78.1 ปี โดยผู้หญิงมีอายุคาดเฉลี่ยประมาณ 80.5 ปี ขณะที่ผู้ชายอยู่ที่ประมาณ 73.5 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการสูญเสียปีสุขภาวะจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร พบว่าร้อยละ 71.19 อยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด มะเร็งตับ มะเร็งปอด และโรคเบาหวาน ขณะที่กลุ่มการบาดเจ็บและอุบัติเหตุคิดเป็นร้อยละ 15.52
ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงที่สะสมตลอดช่วงชีวิต ทั้งการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร การขาดกิจกรรมทางกาย ภาวะอ้วน ตลอดจนการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย โดยเว็บไซต์ HISO มีระบบข้อมูลที่รวบรวมข้อมูลด้านการตาย การป่วย อายุคาดเฉลี่ย ภาระโรค และการสูญเสียปีสุขภาวะ เพื่อใช้วิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพในระดับพื้นที่
จากสถานการณ์ดังกล่าว สำนักนโยบายยุทธศาสตร์และนวัตกรรม (สนน.) ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) และฝ่ายติดตามและประเมินผล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้ข้อมูลเชื่อมโยงพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อกำหนดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น” ให้แก่ศูนย์ฝึกอบรมการพัฒนาระบบข้อมูลตำบล และกลไกขับเคลื่อนงานของแผนสุขภาวะชุมชน
เป้าหมายสำคัญของการอบรม คือการนำข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ วางแผน และเลือกมาตรการสร้างเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน รวมถึงพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายให้สามารถใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นฐานในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
สสส. ชี้แก้สุขภาพต้องแก้ที่สภาพแวดล้อม ไม่ใช่เฉพาะรายบุคคล
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การสร้างเสริมสุขภาพที่แท้จริงต้องมุ่งเน้นการป้องกันและตัดต้นตอของพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ ภาวะอ้วน และการขาดการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ในฐานะแพทย์ เคยพบผู้ป่วยอายุเพียงประมาณ 40–43 ปี ซึ่งต้องเสียชีวิตหรือกลายเป็นผู้พิการก่อนวัยอันควรจากการดื่มสุราและสูบบุหรี่อย่างหนัก จึงเห็นได้ว่าการให้คำแนะนำเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นรายบุคคลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะพฤติกรรมสุขภาพของคนได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมและปัจจัยรอบตัว
ดังนั้น การลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงพยาบาล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและมาตรการทางสังคมที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับประชากร
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เน้นว่า “ท้องถิ่นและชุมชน” คือกลุ่มสำคัญที่จะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ เพราะเป็นผู้ที่เข้าใจบริบทของพื้นที่มากที่สุด การนำข้อมูลสถิติการตายและความพิการมาประกอบกับ “เรื่องเล่า” หรือกรณีศึกษาจริงในชุมชน จะช่วยให้ข้อมูลตัวเลขกลายเป็นบทเรียนที่ประชาชนเข้าใจและนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายขึ้น
โครงการดังกล่าวตั้งเป้าขยายการดำเนินงานไปยัง 2,000 ชุมชนทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นจาก 22 ท้องถิ่น 57 ชุมชนนำร่อง เพื่อพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาพ และมุ่งให้ประชาชนมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาวขึ้น ทั้งนี้ แนวทางการใช้ข้อมูลพื้นที่เป็นฐานสอดคล้องกับทิศทางการทำงานของ สสส. ที่สนับสนุนเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่และการใช้ข้อมูลเพื่อออกแบบแนวทางพัฒนาสุขภาวะให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่
HISO ชี้ข้อมูลการตายต้องเชื่อมกับพฤติกรรมเสี่ยง
นพ.พินิจ ฟ้าอำนวยผล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนมักเกิดขึ้นเมื่อเห็นผลกระทบที่ชัดเจน แต่ในหลายกรณี ชุมชนยังไม่สามารถเชื่อมโยงสาเหตุการเสียชีวิตกับพฤติกรรมเสี่ยงของผู้เสียชีวิตได้อย่างเป็นระบบ
การนำข้อมูลสถิติการเสียชีวิตมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้แต่ละชุมชนเห็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ และสามารถออกแบบมาตรการป้องกันเชิงรุกได้ตรงจุด โดยระบบข้อมูลสามารถจำแนกสาเหตุการเสียชีวิตได้อย่างละเอียดถึง 91 สาเหตุ ทำให้ระดับตำบลสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพของประชาชนในพื้นที่ได้
นพ.พินิจ ฟ้าอำนวยผล อธิบายว่า รูปแบบสาเหตุการเสียชีวิตมีความแตกต่างกันตามช่วงวัย โดยกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15–29 ปี มีสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ รวมถึงการทำร้ายตัวเองและการถูกทำร้าย ขณะที่ปัจจัยด้านความปลอดภัยทางถนนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การขับรถเร็ว การไม่สวมหมวกนิรภัย และการดื่มแล้วขับ
สำหรับกลุ่มวัยทำงานและผู้ใหญ่อายุ 30–59 ปี สาเหตุการเสียชีวิตสำคัญเปลี่ยนมาเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งตับ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมสะสม เช่น การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ ภาวะอ้วน และระดับคอเลสเตอรอลสูง
นพ.พินิจ ฟ้าอำนวยผล กล่าวว่า ข้อมูลเป็นส่วนสำคัญในการบอกข้อเท็จจริง แต่การนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับความรู้สึกและประสบการณ์ของคนในชุมชน เพื่อให้เกิดความตระหนักและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
มหาวิทยาลัยขอนแก่น เสนอใช้ข้อมูล 3 ระดับออกแบบมาตรการสุขภาพ
รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร นักวิจัยสมรรถนะสูง มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การทำงานเพื่อลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและเพิ่มอายุยืนยาวของประชาชนควรดำเนินการแบบบูรณาการ 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว หมู่บ้าน ไปจนถึงหน่วยงานและองค์กรในพื้นที่ โดยใช้ “ข้อมูลการตาย” เป็นตัวตั้ง แล้วนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงจากระบบข้อมูลตำบล หรือ TCNAP ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน หรือ จปฐ. และข้อมูลจากผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.
รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร กล่าวว่า ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน ไม่แยกส่วน โดยใช้ข้อมูลการเสียชีวิตเป็นตัวบอกปัญหา จากนั้นย้อนกลับไปวิเคราะห์พฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบและเติมเต็มชุดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ ก่อนบรรจุเข้าสู่แผนงานของท้องถิ่น
กระบวนการสำคัญเริ่มจากการนำข้อมูลการเสียชีวิตย้อนหลังและข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงระดับหมู่บ้านและตำบลมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากระบบข้อมูลตำบลและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อระบุกลุ่มประชากรเป้าหมาย จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับงานสร้างเสริมสุขภาพที่ดำเนินการอยู่ หากพบช่องว่างหรือมาตรการที่ยังไม่ตอบโจทย์ ชุมชนสามารถขอรับการสนับสนุน “ชุดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ” จากศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ซึ่งมี 20 เล่ม ครอบคลุม 11 กลุ่มประชากร และ 9 ประเด็นปัญหา
หลังจากได้แนวทางที่เหมาะสมแล้ว ผู้ปฏิบัติงานต้องนำข้อมูลกลับไปหารือกับทีมงาน ผู้บริหารท้องถิ่น และกลไกขับเคลื่อนเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อผลักดันมาตรการเข้าสู่แผนข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือแผนพัฒนาพื้นที่ระยะ 5 ปี เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสุขภาพเกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนจากการทำงานด้านสุขภาพที่รอแก้ปัญหาเมื่อประชาชนเจ็บป่วย ไปสู่การใช้ข้อมูลเป็นฐานในการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่ระดับชุมชน โดยเชื่อมโยงข้อมูลการตาย พฤติกรรมเสี่ยง สภาพแวดล้อม และศักยภาพของคนในพื้นที่เข้าด้วยกัน
เป้าหมายสำคัญของ สสส. และภาคีเครือข่าย คือการทำให้ข้อมูลสุขภาพไม่หยุดอยู่เพียงในฐานข้อมูล แต่ถูกนำไปใช้จริงโดยท้องถิ่น ชุมชน โรงพยาบาล และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกแบบมาตรการที่ตรงกับปัญหา ลดพฤติกรรมเสี่ยง ลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจาก NCDs และอุบัติเหตุ และสร้างระบบสุขภาพชุมชนที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน


