ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ ทลายเครือข่ายโจรกรรมรถจักรยานยนต์ จับผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย ยึดรถ 15 คัน เร่งคืนเจ้าของแล้ว 9 คัน
ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ ขยายผลเครือข่ายโจรกรรมรถจักรยานยนต์ จับกุมผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย ยึดรถ 15 คัน

สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ บูรณาการกำลังฝ่ายสืบสวนและฝ่ายป้องกันปราบปราม เร่งสืบสวนขยายผลคดีโจรกรรมรถจักรยานยนต์ หลังมีประชาชนเข้าแจ้งความว่าถูกลักทรัพย์รถจักรยานยนต์หลายรายในพื้นที่รับผิดชอบ ก่อนติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้รวม 7 ราย ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ที่ถูกโจรกรรมและรถที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรวม 15 คัน พร้อมรถยนต์กระบะตู้ทึบ 2 คัน และประสานเจ้าของรถมารับคืนได้แล้ว 9 คัน
ผู้บังคับบัญชาสั่งเร่งรัดสืบสวน ขยายผลถึงผู้ขนย้ายและสถานที่เก็บรถ
การปฏิบัติการอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจโท นราเดช ทิพย์รักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, พลตำรวจตรี กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, พลตำรวจตรี ธานินทร์ ฉัตรเจริญพร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ, พันตำรวจเอก ประภาส มั่งคั่ง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และพันตำรวจเอก จักรกฤช ศรีโรจนากูร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ
สืบเนื่องจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการได้รับแจ้งความร้องทุกข์จากประชาชนหลายราย กรณีรถจักรยานยนต์ถูกลักทรัพย์ในพื้นที่รับผิดชอบ ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งการให้ฝ่ายสืบสวนบูรณาการกำลังร่วมกับฝ่ายป้องกันปราบปราม เร่งติดตามผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลไปยังบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการโจรกรรม การขนย้าย และการเก็บซ่อนรถจักรยานยนต์
สกัดรถกระบะตู้ทึบขณะขนย้ายรถจักรยานยนต์ 2 คัน
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 13 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสืบทราบว่า จะมีรถยนต์กระบะตู้ทึบเดินทางไปรับรถจักรยานยนต์ที่คาดว่าได้มาจากการโจรกรรม ซึ่งถูกนำไปซุกซ่อนไว้บริเวณอาคารร้างแห่งหนึ่งในตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณดังกล่าว ก่อนพบรถยนต์กระบะตู้ทึบยี่ห้อโตโยต้าเข้ามายังจุดนัดหมาย โดยมีชายคนหนึ่งทำหน้าที่ขับรถ และอีกคนกำลังลำเลียงรถจักรยานยนต์ 2 คันขึ้นไปบนรถ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวบุคคลทั้งสองไว้
จากการตรวจสอบทราบว่า ผู้ถูกควบคุมตัวคือ นายหนุน อายุ 18 ปี และนายต้น อายุ 30 ปี โดยนายหนุนให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ดังกล่าวร่วมกับนายโต๋ ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนี ก่อนนำรถไปซุกซ่อนไว้ที่อาคารร้าง เพื่อรอให้นายต้นขับรถกระบะตู้ทึบมารับและขนย้ายไปยังจุดหมายปลายทาง
ขยายผลตรวจรถอีก 2 คันในซอยอยู่สุข 18
จากการสืบสวนต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า นายต้นมีกำหนดเดินทางไปรับรถจักรยานยนต์เพิ่มเติมอีก 2 คัน ที่บ้านพักบริเวณซอยอยู่สุข 18 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จึงวางแผนเข้าตรวจสอบ
เมื่อไปถึง พบชายวัยรุ่น 2 คนกำลังช่วยกันเข็นรถจักรยานยนต์ 2 คัน ซึ่งถอดแผ่นป้ายทะเบียนออกแล้ว เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและพบว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวมีข้อมูลการแจ้งหายไว้ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและพื้นที่ใกล้เคียง จึงควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องไว้ ได้แก่ นายนน อายุ 18 ปี และเยาวชนอายุ 16 ปีอีก 1 ราย
จากการสอบถาม ทั้งสองให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกันลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ และให้ข้อมูลว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุอีก 2 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงเร่งขยายผลติดตามตัว ก่อนจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้อีก 2 ราย เป็นเยาวชนอายุ 16 ปี และ 17 ปี
บุกตรวจบ้านในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบรถจักรยานยนต์ซุกซ่อน 9 คัน
เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนขยายผลจนทราบสถานที่เก็บรวบรวมรถจักรยานยนต์อีกแห่งหนึ่ง เป็นบ้านพักในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบนายเต๋าแสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน และพบรถยนต์กระบะตู้ทึบยี่ห้ออีซูซุจอดอยู่ภายในบริเวณบ้าน
เมื่อตรวจสอบภายในรถกระบะตู้ทึบ พบรถจักรยานยนต์บรรทุกอยู่ 7 คัน และเมื่อตรวจค้นบริเวณบ้านพบรถจักรยานยนต์เพิ่มเติมอีก 2 คัน รวมตรวจพบรถจักรยานยนต์ 9 คันในสถานที่ดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบภายหลังพบว่าเป็นรถที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์
จากการสอบถาม นายเต๋าให้การยอมรับว่าได้นำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวมาเก็บไว้ภายในบริเวณบ้านจริง โดยระบุว่าร่วมก่อเหตุกับนายมือดำและนายเทิง ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนี
เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อมูลรถจักรยานยนต์ที่พบ และพบว่าหลายคันมีการแจ้งหายไว้ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจหลายแห่ง จึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
สรุปผลปฏิบัติการ ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ 15 คัน รถกระบะตู้ทึบ 2 คัน
จากการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาและผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องได้รวม 7 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางและยานพาหนะที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกโจรกรรม จำนวน 13 คัน
รถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ จำนวน 2 คัน
รถยนต์กระบะตู้ทึบที่ใช้ขนย้ายรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน
อุปกรณ์ที่ต้นฉบับระบุว่า “เป้ากุญแจ” จำนวน 25 หน่วย ซึ่งควรตรวจสอบชื่อสิ่งของและหน่วยนับให้ถูกต้องก่อนเผยแพร่
กุญแจรถจักรยานยนต์ จำนวน 5 ดอก
รวมตรวจยึดรถจักรยานยนต์ทั้งสิ้น 15 คัน และรถยนต์กระบะตู้ทึบ 2 คัน
ประสานเจ้าของรถมารับคืนแล้ว 9 คัน
ภายหลังการจับกุมและตรวจยึดของกลาง เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการเร่งตรวจสอบข้อมูลรถจักรยานยนต์ พร้อมประสานติดตามผู้เสียหาย จนสามารถติดต่อเจ้าของรถจักรยานยนต์ได้แล้ว 9 คัน เพื่อให้เข้ามาดำเนินการรับรถคืนตามขั้นตอนของกฎหมาย
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงการทำงานร่วมกันของฝ่ายสืบสวนและฝ่ายป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ ซึ่งไม่เพียงติดตามผู้ต้องสงสัยในคดีโจรกรรมรถจักรยานยนต์ แต่ยังขยายผลไปถึงผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่ขนย้ายและสถานที่เก็บรวบรวมรถในต่างจังหวัด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งเร่งติดตามเจ้าของทรัพย์สินให้ได้รับรถคืน
ทั้งนี้ ผู้ถูกจับกุมและบุคคลที่ถูกกล่าวหายังคงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และการดำเนินคดีต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม
