ม.มหิดลจับมือแอฟฟิโนม–เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ เปิดตัวชุดตรวจโรคไข้ดินแบบรวดเร็ว ทราบผลใน 10–20 นาที
ม.มหิดล–แอฟฟิโนม–เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ เปิดตัวชุดตรวจโรคไข้ดินแบบรวดเร็ว ทราบผลใน 10–20 นาที ช่วยแพทย์วินิจฉัยผู้ป่วย

คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด และบริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด เปิดตัวนวัตกรรมชุดตรวจโรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) หรือโรคไข้ดิน จำนวน 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST และ MELIOID ANTIGEN TEST ซึ่งเป็นชุดตรวจแบบรวดเร็วที่ใช้เป็นเครื่องมือช่วยแพทย์ประเมินและวินิจฉัยโรค โดยใช้เวลาทราบผลประมาณ 10–20 นาที มุ่งสนับสนุนการตรวจประเมินผู้ป่วยและช่วยให้แพทย์พิจารณาแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
3 ผู้แทนจากภาควิชาการและภาคธุรกิจร่วมเปิดตัวนวัตกรรมชุดตรวจ
ในพิธีเปิดตัวผลิตภัณฑ์ มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ จากภาควิชาจุลชีววิทยาและอิมมิวโนวิทยา คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล คุณสุรกิจ กุนอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด และ คุณรุ่งนภา ฝั้นแปง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด
ความร่วมมือดังกล่าวนำเสนอการพัฒนานวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์เพื่อเพิ่มทางเลือกในการตรวจหาโรคเมลิออยโดสิส ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญทางสาธารณสุข และอาจมีอาการรุนแรงได้ในผู้ป่วยบางราย การมีเครื่องมือช่วยตรวจประเมินที่ให้ผลรวดเร็วจึงอาจเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการดูแลผู้ป่วย โดยต้องพิจารณาร่วมกับอาการ ประวัติทางคลินิก และผลตรวจอื่นตามความเหมาะสม
เปิดตัว 2 ชุดตรวจ MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST และ MELIOID ANTIGEN TEST
ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวประกอบด้วยชุดตรวจ 2 รายการ ได้แก่
MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST ชุดตรวจที่มุ่งตรวจหาแอนติบอดีที่เกี่ยวข้องกับเชื้อก่อโรคเมลิออยโดสิส
MELIOID ANTIGEN TEST ชุดตรวจที่มุ่งตรวจหาแอนติเจนที่เกี่ยวข้องกับเชื้อก่อโรคเมลิออยโดสิส
ชุดตรวจทั้งสองได้รับการระบุว่ามีการขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และใช้เวลาทราบผลประมาณ 10–20 นาที โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตรวจประเมินโรคให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
การตรวจหาแอนติบอดีและการตรวจหาแอนติเจนเป็นการตรวจคนละประเภท โดยผลตรวจแต่ละชนิดอาจมีข้อจำกัดและความหมายทางคลินิกแตกต่างกัน การเลือกใช้ชุดตรวจจึงควรอยู่ภายใต้การพิจารณาของบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นไปตามข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุญาต
โรคเมลิออยโดสิสหรือโรคไข้ดิน คืออะไร
โรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ซึ่งพบได้ในดินและน้ำในบางพื้นที่ ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการแตกต่างกัน ตั้งแต่มีไข้และอาการเฉพาะที่ ไปจนถึงการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือดหรืออวัยวะต่าง ๆ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยของผู้ป่วยและลักษณะการติดเชื้อ
การวินิจฉัยโรคต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม การมีชุดตรวจแบบรวดเร็วอาจช่วยเพิ่มข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แต่ไม่ควรตีความว่าผลตรวจเพียงอย่างเดียวสามารถยืนยันหรือตัดโรคได้ในผู้ป่วยทุกราย
มุ่งเพิ่มทางเลือกในการตรวจ ช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลผู้ป่วยได้ทันท่วงที
จุดมุ่งหมายสำคัญของชุดตรวจทั้งสองคือการเพิ่มเครื่องมือช่วยแพทย์ในการตรวจประเมินโรคเมลิออยโดสิส โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลเพื่อวางแผนดูแลผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว
การตรวจที่ใช้เวลาประมาณ 10–20 นาทีอาจช่วยให้แพทย์ได้รับข้อมูลประกอบการประเมินเร็วขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาผลเพาะเชื้อเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การตรวจเพาะเชื้อและการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นยังอาจมีความจำเป็นตามข้อบ่งชี้และดุลยพินิจของแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องยืนยันการติดเชื้อหรือใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนการรักษา
ประชาชนสอบถามการเข้ารับบริการตรวจได้ที่สถานพยาบาล
ผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อหรือมีอาการที่น่ากังวล ควรเข้ารับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ ณ โรงพยาบาล คลินิก หรือสถานพยาบาลที่ให้บริการ โดยการเลือกใช้ชุดตรวจขึ้นอยู่กับข้อบ่งใช้ ความพร้อมของสถานพยาบาล และการพิจารณาของแพทย์
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับนวัตกรรมชุดตรวจโรคเมลิออยโดสิส สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด โทรศัพท์ 098-987-9882 และ 083-152-9495
ส่วนหน่วยงานหรือผู้ประกอบการที่สนใจการผลิตและพัฒนานวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์ สามารถติดต่อ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด โทรศัพท์ 02-013-3989
การเปิดตัว MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST และ MELIOID ANTIGEN TEST เป็นความเคลื่อนไหวในการนำเสนอเครื่องมือช่วยตรวจโรคเมลิออยโดสิสแบบรวดเร็ว โดยความร่วมมือของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด และบริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านการตรวจประเมินและสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยให้เหมาะสมกับบริบททางการแพทย์
