สธ. เดินหน้า “เศรษฐกิจเวลเนส” 4 เสาหลัก เตรียมไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก รับเจ้าภาพ GWS 2026 ที่ภูเก็ต
“พัฒนา พร้อมพัฒน์” ชู 4 เสาหลักเศรษฐกิจเวลเนส ดันไทยเป็น Global Wellness Hub

กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้า “เศรษฐกิจเวลเนส” ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ การแพทย์และเวลเนส นวดไทยและภูมิปัญญาไทย นวัตกรรมสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก พร้อมใช้โอกาสการเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 หรือ GWS 2026 ที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 เป็นเวทีแสดงศักยภาพประเทศไทยด้านสุขภาพและเวลเนสต่อผู้นำธุรกิจ นักลงทุน และผู้เกี่ยวข้องจากนานาประเทศ
กรุงเทพฯ – วันที่ 22 กันยายน 2569 กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “เศรษฐกิจเวลเนส” โดยนำศักยภาพของระบบสาธารณสุข การแพทย์แผนไทย นวดไทย สมุนไพร นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตลอดจนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทย มาต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงผลประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชน
การขับเคลื่อนดังกล่าวประกอบด้วย 4 เสาหลักด้านเวลเนส ได้แก่ เสาหลักที่ 1 การแพทย์และเวลเนส (Thai Medical & Wellness Hub) เสาหลักที่ 2 นวดไทยและภูมิปัญญาไทย (Thai Traditional Medicine & Soft Power) เสาหลักที่ 3 นวัตกรรมสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Herbal Innovation & Wellness Products) และเสาหลักที่ 4 การเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก (Grassroots & Community Connectivity) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากเศรษฐกิจสุขภาพ
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับนโยบายเศรษฐกิจเวลเนสอย่างเป็นระบบ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้วางกรอบการดำเนินงานผ่าน 7 นโยบายเสาหลักสาธารณสุขไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “สุขภาพดีทุกช่วงวัย ด้วยนวัตกรรม ภูมิปัญญา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน”
7 นโยบายเสาหลักดังกล่าวประกอบด้วย 1. สุขภาพดีทุกช่วงวัยด้วยเครือข่ายปฐมภูมิ 2. นวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ 3. เศรษฐกิจสุขภาพสร้างรายได้ หรือ Health for Wealth 4. บริหารโปร่งใสพร้อมรับภัยวิกฤต 5. บริการเป็นเลิศมุ่งสู่โรงพยาบาลสีเขียว 6. เสริมสร้างขวัญกำลังใจคนสาธารณสุข และ 7. ยกระดับระบบสุขภาพไทยสู่มาตรฐานสากล โดยมีเป้าหมายครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ไปจนถึงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากระบบสุขภาพของประเทศ
สำหรับมิติ “เศรษฐกิจเวลเนส” กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนด 4 เสาหลัก เพื่อสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนและเศรษฐกิจฐานราก
เสาหลักที่ 1 ยกระดับการแพทย์และเวลเนส (Thai Medical & Wellness Hub) มุ่งยกระดับมาตรฐานบริการทางการแพทย์ เวชศาสตร์ป้องกัน และการฟื้นฟูสุขภาพให้มีมาตรฐานระดับสากล เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่มีคุณภาพ พร้อมสร้างโอกาสด้านการจ้างงานสำหรับบุคลากรและแรงงานที่มีทักษะ
เสาหลักที่ 2 ยกระดับนวดไทยและภูมิปัญญา (Thai Traditional Medicine & Soft Power) มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทย นวดไทย และสมุนไพร มาต่อยอดสร้างอัตลักษณ์ของประเทศไทยในระดับสากล รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มมูลค่าบริการ และสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้แก่หมอนวดไทยและผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทยในพื้นที่ต่าง ๆ
เสาหลักที่ 3 นวัตกรรมสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Herbal Innovation & Wellness Products) มุ่งนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาพัฒนาสมุนไพรไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพและเวลเนสที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมสร้างความต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพ รวมถึงวัตถุดิบอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรไทย และสนับสนุนการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน
เสาหลักที่ 4 เชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก (Grassroots & Community Connectivity) มุ่งเชื่อมโยงสินค้า ผลผลิต บริการ และภูมิปัญญาของชุมชนเข้าสู่ตลาดสุขภาพและเวลเนสในระดับสากล เพื่อให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและธุรกิจเวลเนสสามารถกระจายไปยังชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และเกษตรกรในท้องถิ่น โดยมุ่งลดความเหลื่อมล้ำและสนับสนุนความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมุ่งใช้นโยบายเศรษฐกิจเวลเนสเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศตามแนวทางของรัฐบาล โดยบูรณาการการดำเนินงานผ่าน 7 นโยบายเสาหลักสาธารณสุข และให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพใน 4 เสาหลักด้านเวลเนส เพื่อเชื่อมโยงระบบสุขภาพเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจ
“การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Global Wellness Summit 2026 หรือ GWS 2026 ที่จังหวัดภูเก็ต” จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อผู้นำธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเวลเนสจากนานาประเทศ โดยกระทรวงสาธารณสุขมุ่งหวังให้การจัดงานช่วยเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การลงทุน และการพัฒนาความร่วมมือด้านสุขภาพและเวลเนส
ข้อมูลจาก Global Wellness Summit ระบุว่า Global Wellness Summit 2026 เป็นการประชุมครั้งที่ 20 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ Angsana Laguna Phuket จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “The Science, Art and Soul of Wellness” โดยมีผู้สนับสนุนหลักจากประเทศไทย ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ Thailand Convention & Exhibition Bureau (TCEB), Amazing Thailand และกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
Global Wellness Summit ระบุว่า งานดังกล่าวเป็นเวทีประจำปีที่รวบรวมผู้นำจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาควิชาการ และวิทยาศาสตร์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจเวลเนส โดยการประชุมปี 2569 ที่จังหวัดภูเก็ตจะมุ่งสำรวจแนวโน้มและพัฒนาการของอุตสาหกรรมเวลเนส รวมถึงประเด็นด้านวิทยาศาสตร์ สุขภาพเชิงการแพทย์ อายุยืน เทคโนโลยี การออกแบบ และมิติทางอารมณ์และจิตวิญญาณของเวลเนส
ด้าน กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ประเทศไทยประกาศให้จังหวัดภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 โดยการประชุมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 และปี 2569 ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของการจัดงาน Global Wellness Summit ขณะที่ประเทศไทยได้นำเสนอศักยภาพของภูเก็ตในด้านธรรมชาติ การแพทย์แผนไทย การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาชุมชน นวัตกรรม และองค์ความรู้ระดับสากล
สำหรับกระทรวงสาธารณสุข การเป็นเจ้าภาพ GWS 2026 จึงเป็นโอกาสในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในหลายมิติ ตั้งแต่บริการทางการแพทย์และเวลเนส การแพทย์แผนไทยและนวดไทย สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเชื่อมโยงสินค้าและบริการของชุมชนเข้าสู่ตลาดระดับโลก
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ กล่าวในตอนท้ายว่า การประชุม Global Wellness Summit 2026 ที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 จะเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทยด้านสุขภาพและเวลเนส โดยกระทรวงสาธารณสุขคาดหวังว่าการจัดประชุมจะช่วยเพิ่มการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพ สร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทย และสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านเวลเนสที่มีความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังมุ่งให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงไปถึงผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชนฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม
