วช. ผนึกน่าน–แพร่ ขับเคลื่อนงานวิจัย PM2.5 เชื่อมแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด
วช. ผนึกกำลังจังหวัดน่าน–แพร่ ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม PM2.5 มุ่งสู่แผนปฏิบัติการระดับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

กรุงเทพฯ – 24 กันยายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแผน ติดตาม และขับเคลื่อนการบูรณาการงานวิจัย PM2.5 จังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมกับความต้องการของพื้นที่ ตลอดจนผลักดันองค์ความรู้ไปสู่มาตรการและแผนปฏิบัติการบริหารจัดการฝุ่นละอองระดับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม
การประชุมจัดขึ้น ณ ห้องบรรยาย 1 อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน จังหวัดน่าน โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” กล่าวชี้แจงกรอบนโยบาย ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิโรจน์ มงคลเทพ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน กล่าวแสดงความยินดีและให้การสนับสนุนการดำเนินงาน
นอกจากนี้ นางเบญจรัตน์ สุวรรณศรี ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน กล่าวต้อนรับ และ นางสาวทวิชากร ทะสี ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่ ร่วมนำเสนอแผนการจัดการ PM2.5 ของจังหวัดแพร่ พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่ายจากจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ คณะนักวิจัย และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
วช. เดินหน้างานวิจัย “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” เชื่อมโยงพื้นที่กับนโยบาย
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เป็นวาระสำคัญของประเทศ โดยอากาศสะอาดถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนั้น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมภายใต้ยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน. ในประเด็น “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินงานใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2568–2569
การดำเนินงานครอบคลุม 6 มิติ ตั้งแต่การพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า การลดฝุ่นควันข้ามแดน ไปจนถึงการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย โดยมีกลไกสำคัญคือ “ผู้อำนวยการจังหวัด” ทำหน้าที่ประสาน บริหารจัดการ และบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ ให้เชื่อมโยงกับแผนบริหารจัดการและแผนปฏิบัติการ PM2.5 ระดับจังหวัด
สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มุ่งบูรณาการงานวิจัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ พร้อมวางระบบติดตามความก้าวหน้าโครงการ หรือ Monitoring & Dashboard และขับเคลื่อนสู่เป้าหมายผลลัพธ์ร่วมกัน ได้แก่ การลดจำนวนจุดความร้อน หรือ Hotspot ไม่เกิน 5,000 จุดต่อปี ลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานไม่เกิน 50 วันต่อปี และลดจำนวนผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ COPD จากมลพิษทางอากาศ
ดร.วิภารัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า วช. มุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อผลักดันจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการแก้ไขปัญหา PM2.5 ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม และสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับพื้นที่
วช. ชี้กรอบนโยบาย ต้องเชื่อมงานวิจัยสู่แผนปฏิบัติการจังหวัด
นายประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” กล่าวว่า แผนงานดังกล่าวให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งบูรณาการองค์ความรู้จากนักวิจัยร่วมกับการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับบริบทและความต้องการที่แท้จริงของแต่ละจังหวัด
การขับเคลื่อนงานวิจัยจำเป็นต้องมีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน รวมถึงมีกลไกติดตามและประเมินผลที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าและผลลัพธ์ของการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับกรอบนโยบาย ทิศทางการดำเนินงาน และแนวทางการติดตามโครงการวิจัยในจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ เพื่อเชื่อมโยงผลงานวิจัยไปสู่การกำหนดมาตรการและแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด
มทร.ล้านนา น่าน พร้อมเป็นพื้นที่กลางเชื่อมงานวิจัยกับชุมชน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิโรจน์ มงคลเทพ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน กล่าวว่า ปัญหา PM2.5 ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่และหน่วยปฏิบัติการ อว. ส่วนหน้า ซึ่งมีพันธกิจในการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เพื่อชุมชน จึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา คณาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการภายใต้แผนงาน PM2.5 ในจังหวัดน่าน อาทิ การพัฒนาเครือข่ายชุมชนด้านการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อลดจุดความร้อน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจัดการชีวมวลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทดแทนการเผา
มหาวิทยาลัยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานทั้งด้านสถานที่ บุคลากร ห้องปฏิบัติการ และองค์ความรู้ทางวิชาการ รวมถึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมประสานนักวิจัย ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและต่อยอดสู่แผนปฏิบัติการระดับจังหวัด
น่าน–แพร่ เตรียมเชื่อมงานวิจัยกับการจัดการไฟป่าและการเผา
นางเบญจรัตน์ สุวรรณศรี ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน ผู้แทนจังหวัดน่าน กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไฟป่า และการเผาในพื้นที่เกษตร ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว
ทั้งสองจังหวัดมีการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมภายใต้แผนงานอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการพัฒนาระบบข้อมูลและการเฝ้าระวังเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การลดการเผาในพื้นที่เกษตรด้วยการจัดการและแปรรูปวัสดุเหลือใช้ การป้องกันและจัดการไฟป่า การส่งเสริมอาชีพทางเลือกที่ไม่ใช้การเผา ตลอดจนการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการบริหารจัดการฝุ่นละอองในระดับพื้นที่
สำหรับจังหวัดน่าน ให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนต้นแบบด้านการไม่เผา การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาสร้างรายได้และอาชีพ รวมถึงการหาแนวทางที่สมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรกับวิถีชีวิตของประชาชน ขณะที่จังหวัดแพร่มุ่งเน้นการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการจัดการเศษวัสดุชีวมวล การขยายผลระบบจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และการพัฒนาระบบเฝ้าระวังไฟป่า
ทั้งสองจังหวัดพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานและเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่แผนปฏิบัติการบริหารจัดการฝุ่นละอองระดับจังหวัด
ด้าน นางสาวทวิชากร ทะสี ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่ กล่าวว่า จังหวัดแพร่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะการจัดการไฟป่าและการลดการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการและองค์ความรู้จากงานวิจัยมาสนับสนุนการวางแผนและกำหนดมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
จังหวัดแพร่พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นักวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการฝุ่นละอองในระดับจังหวัด โดยเฉพาะการพัฒนาระบบจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การส่งเสริมแนวทางลดการเผาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน และการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดมาตรการเชิงพื้นที่
ชูแนวคิด 4P เชื่อม “คน–ปัญหา–พื้นที่–นโยบาย”
ภายในการประชุมมีการนำเสนอนิทรรศการงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รวมถึงภาพรวมโครงการวิจัยจากคณะนักวิจัยจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ พร้อมชี้แจงกรอบนโยบายและเป้าหมายสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” ตลอดจนการนำเสนอแผนบริหารจัดการฝุ่น PM2.5 และมาตรการเชิงพื้นที่ของทั้งสองจังหวัด
การดำเนินงานมุ่งเชื่อมโยงโจทย์ความต้องการของพื้นที่เข้ากับงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านแนวคิด 4P ได้แก่ People, Problem, Place และ Policy Making เพื่อให้การวิจัยสามารถตอบโจทย์พื้นที่และนำไปสู่การกำหนดนโยบายหรือมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัด
นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดประสบการณ์จากทีมวิจัยโครงการ CLEAR-North มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเครือข่ายภาคประชาสังคม ในหัวข้อ “ถอดบทเรียนประสบการณ์เชียงใหม่: จากการทำนโยบายอากาศสะอาดสู่การบูรณาการโครงการวิจัยในระดับพื้นที่ และการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ” พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางติดตามความก้าวหน้าโครงการวิจัย การเชื่อมโยงงานวิจัยกับแผนปฏิบัติการ PM2.5 ของจังหวัด และการลดอุปสรรคในการดำเนินงานในพื้นที่
ระดมนักวิจัย–หน่วยงานพื้นที่ วางระบบ Monitoring & Dashboard
ในช่วงบ่าย มีการระดมความคิดเห็น หรือ Group Discussion & Brainstorming ระหว่างนักวิจัยและหน่วยงานฟังก์ชันในพื้นที่ โดยมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
การวางระบบติดตามความก้าวหน้าโครงการประจำเดือน หรือ Monitoring Plan & Dashboard
การเชื่อมโยงโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้สอดรับกับกรอบนโยบายและแผนปฏิบัติการ PM2.5 ของจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่
การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการเพื่อลดอุปสรรคของการดำเนินงานในพื้นที่
การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงพื้นที่ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่ายให้ทำงานบนเป้าหมายร่วมกัน โดยมุ่งให้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากงานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ของจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เดินหน้าสนับสนุนการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ภายใต้แผนงาน “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” โดยการบูรณาการระหว่างนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กจากระดับโครงการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง และเชื่อมโยงกับแผนปฏิบัติการ PM2.5 ระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง
