งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

มรภ.นครปฐม ผนึก บพท. ใช้งานวิจัยยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ชูทุนวัฒนธรรมทวารวดี-เปลี่ยนขยะเกษตรเป็นอัญมณี

มรภ.นครปฐม-บพท. ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่ชุมชน ฟื้นทุนวัฒนธรรมทวารวดี สร้างมูลค่าจากใบอ้อยเหลือทิ้ง

ทวารวดีสู่ตลาดมีชีวิต

     มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม (มรภ.นครปฐม) ผนึกกำลังหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ผ่าน 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจวัฒนธรรมบนฐานทุนวัฒนธรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนของตลาดวัฒนธรรม จังหวัดนครปฐม และโครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีแก้วและวัสดุศาสตร์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน มุ่งเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมทวารวดีและวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่สร้างมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน




















     ผศ.ดร.ปิยะวรรณ ปิ่นแก้ว คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ในฐานะรองหัวหน้าโครงการพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจวัฒนธรรมบนฐานทุนวัฒนธรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนของตลาดวัฒนธรรม จังหวัดนครปฐม ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการคือการต่อยอด “ทุนวัฒนธรรมทวารวดี” ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม โดยนำองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยว และกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อสร้าง “ตลาดวัฒนธรรมมีชีวิต” ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

    โครงการดังกล่าวมี ผศ.ดร.วิรัตน์ ปิ่นแก้ว อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย โดยมีการบูรณาการองค์ความรู้จากนักวิจัยหลากหลายสาขา อาทิ สาขาสังคมศึกษา สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ สาขาพัฒนาชุมชน สาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม สาขานาฏศิลป์และศิลปะการแสดง และสาขาการจัดการอาหาร รวมถึง ดร.พรรณระพี บุญเปลี่ยน ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และนักวิจัยที่เกี่ยวข้อง

     พื้นที่ดำเนินการวิจัยมี 4 พื้นที่ ได้แก่ 1. ชุมชนดอนยายหอม 2. ชุมชนธรรมศาลาและชุมชนพระประโทนเจดีย์ 3. ชุมชนรอบพระปฐมเจดีย์และวัดพระงาม และ 4. ชุมชนพระประโทนเจดีย์และไร่เกาะต้นสำโรง โดยทั้ง 4 พื้นที่มีความสำคัญจากหลักฐานทางโบราณคดีและโบราณสถาน

     ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการดำเนินงานใน เฟสที่ 3 หลังจากการดำเนินงาน 2 เฟสที่ผ่านมาได้เกิดข้อค้นพบและผลลัพธ์ในมิติเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง

     ใน เฟสที่ 1 มีการนำทุนทางศิลปะและวัฒนธรรมมาบูรณาการร่วมกับผู้ประกอบการและนักออกแบบ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ทั้งอาหาร เครื่องแต่งกาย เบญจรงค์ งานจักสาน เซรามิก และงานสร้างสรรค์อื่น ๆ

     ส่วน เฟสที่ 2 เป็นโครงการจัดการพื้นที่วัฒนธรรมเพื่อยกระดับตลาดวัฒนธรรม ชุมชนบ้านไม้ริมคลองเจดีย์บูชา บริเวณหน้าวัดพระงาม จังหวัดนครปฐม เกิดผลงานจากการออกแบบและพัฒนาหลายด้าน ได้แก่ การสร้างเครือข่ายและกลไกบริหารตลาด การจัดตลาด “ทวารวดีมีชีวิตที่นครปฐม” การพัฒนาผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์ การสื่อสารอัตลักษณ์ผ่านศิลปะร่วมสมัย การสร้างสรรค์นาฏศิลป์ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว และการต่อยอดไปสู่ เฟสที่ 3 ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจวัฒนธรรมบนฐานทุนวัฒนธรรม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับตลาดวัฒนธรรม

     ผลจากการวิจัยทั้ง 2 เฟสที่ผ่านมา มีส่วนสำคัญในการจุดประกายและกระตุ้นให้คนจังหวัดนครปฐม ผู้ประกอบการ และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการเป็นพื้นที่ทวารวดีเพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า “ทุนวัฒนธรรมสร้างคุณค่าและมูลค่าได้จริง”

    นอกจากนี้ ยังเกิดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงเกิดเงินหมุนเวียนในจังหวัด โดยผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจจากการจัดตลาดวัฒนธรรม “ทวารวดีมีชีวิตที่นครปฐม” จำนวน 7 ครั้งที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมทั้งสิ้น 79 ร้านค้า รายได้ก่อนดำเนินกิจกรรมจำนวน 697,706 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 1,218,647 บาท โดยต้นฉบับระบุว่าคิดเป็นการเพิ่มขึ้น ร้อยละ 16.9

     ผศ.ดร.ปิยะวรรณ ปิ่นแก้ว รองหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า งานวิจัยทั้ง 2 เฟสยังส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูและต่อยอดงานด้านประเพณีและวัฒนธรรมในพื้นที่ อาทิ ประเพณีม้าหามนาค ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญของชุมชนตำบลดอนยายหอม และเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน โดยประเพณีดังกล่าวได้รับการฟื้นฟูเพื่อสืบสานอีกครั้ง

     ขณะเดียวกัน ยังมีการฟื้นฟู ประเพณีแห่นางแมวของชาวตำบลดอนยายหอม ซึ่งเป็นพิธีกรรมขอฝนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

     ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โครงการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากทุนวัฒนธรรมทวารวดีได้จำนวน 21 ผลิตภัณฑ์ อาทิ บ้านผอบไทยอาร์ท ผู้ประกอบการด้านหัตถศิลป์และพุทธศิลป์ ตำบลบางกระเจา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม รวมถึง กลุ่มงานหัตถกรรมชุมชนลาวครั่งบ้านดอนรวก ซึ่งพัฒนางานจักสานจากหวายเทียม เช่น กระเป๋า ตะกร้า ภาชนะใส่ของ และตะกร้าใส่แก้วเยติ โดยคณะวิจัยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

     นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ได้แก่ กลุ่ม “Designer ยัง” ซึ่งผลิตผ้าคลุมไหล่จากทุนวัฒนธรรมชุมชนบ้านไม้ริมคลองเจดีย์บูชาและทุนวัฒนธรรมทวารวดี รวมถึงกลุ่ม “Young Food Innovator” ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมบัวหิมะฟักถั่วงา

เปลี่ยนใบอ้อยเหลือทิ้งเป็นแก้วและเครื่องประดับ

     อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ โครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีแก้วและวัสดุศาสตร์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน ภายใต้กรอบการวิจัย “การขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก”

     รศ.ดร.ณัฐพล ศรีสิทธิโภคกุล จากสาขาวิชาวัสดุและอุปกรณ์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า โจทย์วิจัยเริ่มต้นจากผลกระทบของการเผาใบอ้อยของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ ทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อม

     ขณะเดียวกัน โครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในพื้นที่ยังคงพึ่งพาอาชีพเกษตรกรรมและหัตถกรรมพื้นบ้านเป็นหลัก ทำให้มีความเสี่ยงด้านรายได้และขาดโอกาสในการยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี ส่งผลให้สูญเสียโอกาสในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง

     จากช่องว่างดังกล่าว จึงเกิดชุดโครงการวิจัยที่มุ่งเปลี่ยน “ภาระขยะ” ทางการเกษตร เช่น ใบอ้อยและเศษวัสดุเหลือทิ้ง ให้กลายเป็น “สินทรัพย์ในเชิงนวัตกรรม” ผ่านกระบวนการทางวัสดุศาสตร์ ตั้งแต่การพัฒนาสูตรแก้ว การออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ ไปจนถึงการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนในระดับภูมิภาค โดยได้รับงบสนับสนุนทุนวิจัยจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) และ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)

     ผลการวิจัยพบว่า ขี้เถ้าจากใบอ้อย ซึ่งเก็บตัวอย่างในจังหวัดนครปฐมและพื้นที่ใกล้เคียง มีซิลิกาเป็นองค์ประกอบหลักถึง ร้อยละ 68.87 โดยน้ำหนัก และมีแคลเซียมออกไซด์อีกร้อยละ 18.98 ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการผลิตแก้วเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว


     คณะวิจัยจึงได้ออกแบบสูตรแก้วที่สามารถหลอมได้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 1,200 องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำกว่าอุณหภูมิหลอมแก้วในอุตสาหกรรมทั่วไป ช่วยประหยัดพลังงานและลดต้นทุนการผลิต พร้อมทดลองเติมสารให้สีชนิดต่าง ๆ เช่น ออกไซด์ของทองแดง โคบอลต์ และโครเมียม ในความเข้มข้นแตกต่างกัน เพื่อสร้างเฉดสีแก้วที่หลากหลาย และทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพและทางแสงอย่างเป็นระบบ


     รศ.ดร.ณัฐพล ศรีสิทธิโภคกุล กล่าวว่า คณะวิจัยยังได้ต่อยอดไปสู่การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องประดับจากแก้วใบอ้อย โดยศึกษาถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดนครปฐมในยุคทวารวดี ก่อนนำมาผสมผสานกับงานออกแบบร่วมสมัยให้เหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบัน

     ผลที่ได้คือชุดผลิตภัณฑ์เครื่องประดับต้นแบบ ได้แก่ กำไล สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน และต่างหู ซึ่งมีจุดขายด้านเรื่องราวความเป็นมา ควบคู่กับความงามของเนื้อแก้ว

     คณะวิจัยยังได้วิเคราะห์ต้นทุนและจุดคุ้มทุนของธุรกิจอย่างละเอียด โดยพบว่าการลงทุนในระบบเตาหลอมและอุปกรณ์การผลิตสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี และเมื่อผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดจริง สามารถจำหน่ายได้ในราคาประมาณ 200-500 บาทต่อชิ้น ซึ่งเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ขณะเดียวกันยังสร้างอัตรากำไรที่เหมาะสมให้แก่ผู้ผลิตในชุมชน

Technology Downscaling ลดความซับซ้อนของเทคโนโลยี เปิดทางให้ชุมชนเข้าถึงนวัตกรรม

     หัวใจสำคัญของการดำเนินงานอยู่ภายใต้แนวคิด “การลดระดับความซับซ้อนของเทคโนโลยี” (Technology Downscaling) ร่วมกับ “โมเดลการผลิตร่วม” (Co-production Model)

     ศูนย์ฯ จะทำหน้าที่เป็นโรงงานต้นแบบที่ควบคุมกระบวนการหลอมวัตถุดิบชีวมวล ไม่ว่าจะเป็นขี้เถ้าใบอ้อย ขี้เถ้าแกลบ ฟางข้าว หรือขยะแก้วสี ด้วยเตาหลอมอุณหภูมิสูงและเครื่องมือควบคุมคุณภาพระดับห้องปฏิบัติการ จนได้เป็นแก้วก้อนมาตรฐานที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและปลอดภัย

     จากนั้นจึงส่งต่อให้ชุมชนหรือผู้ประกอบการรายย่อยนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำด้วยชุดเครื่องมือหัตถกรรมราคาประหยัด แนวทางดังกล่าวช่วยให้ชุมชนฐานรากสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแก้วขั้นสูงได้ โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนซื้อเตาหลอมอุณหภูมิสูงหรือเครื่องมือวิเคราะห์ราคาแพงด้วยตนเอง ควบคู่กับกลไกการผลิตร่วม

     รศ.ดร.ณัฐพล ศรีสิทธิโภคกุล กล่าวว่า การดำเนินงานของศูนย์ฯ ครอบคลุมพื้นที่หลัก 2 แห่ง ได้แก่ กลุ่มตุ๊กตาแก้วถัก ตำบลบางกระเบา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยระดับครัวเรือนที่มีความชำนาญด้านงานแก้วอยู่แล้ว และ เครือข่ายวิสาหกิจในตำบลทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเชื่อมโยงกับ บริษัท ไทยรุ่งเรืองคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ประกอบกิจการโรงงานน้ำตาลรายใหญ่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาปริมาณใบอ้อยเหลือทิ้งจากกระบวนการเผาใบอ้อยเป็นจำนวนมาก

     ขณะเดียวกัน ในมิติของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ศูนย์ฯ ได้ขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนระดับสากล โดยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านงานวิจัยกับ บริษัท แพนดอร่า โพรดักชั่น จำกัด ซึ่งเป็นฐานการผลิตเครื่องประดับอัญมณีของแบรนด์ Pandora ตั้งอยู่ในจังหวัดลำพูน เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรสำหรับเป็นวัตถุดิบทางเลือกในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ

     ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยระดับฐานรากจากวัสดุเหลือทิ้งอย่างใบอ้อย สามารถเชื่อมโยงไปสู่ห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมระดับโลกได้

บพท. ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

     รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า บพท. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาพื้นที่ด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านกลไกของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้ไปสู่ประชาชน

     โครงการวิจัยทั้ง 2 โครงการของ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ถือเป็นการตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ มีความเชื่อมโยงกัน และมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้แก่ชุมชนในพื้นที่ โดยนำชุดความรู้จากงานวิจัยมาออกแบบการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และประยุกต์ใช้ฐานทุนทางวัฒนธรรม ตลอดจนทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่

     แนวทางดังกล่าวมุ่งให้ผลงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านกระบวนการวิจัย

     ทั้ง 2 โครงการจึงสะท้อนรูปธรรมของการ สานพลังความรู้จากงานวิจัยเข้ากับพลังของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ โดยใช้ทุนวัฒนธรรมทวารวดี เทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์ และทรัพยากรเหลือทิ้งทางการเกษตร มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายในการ สร้างมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่มีความมั่นคงให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

คำถาม-คำตอบ

Q: มรภ.นครปฐมใช้วิจัยอะไรเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก?
A: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมดำเนินงานวิจัย 2 แนวทางหลัก คือ การต่อยอดทุนวัฒนธรรมทวารวดีเพื่อสร้างตลาดวัฒนธรรมมีชีวิต และการพัฒนาเทคโนโลยีแก้วจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ขี้เถ้าใบอ้อย

Q: ทุนวัฒนธรรมทวารวดีถูกนำไปสร้างมูลค่าอย่างไร?
A: คณะวิจัยนำประวัติศาสตร์ ศิลปะ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ อาหาร เครื่องแต่งกาย งานหัตถกรรม กิจกรรมเรียนรู้ และเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อสร้างตลาดวัฒนธรรมและรายได้ให้ผู้ประกอบการ

Q: ขี้เถ้าใบอ้อยสามารถนำไปทำอะไรได้?
A: งานวิจัยนำขี้เถ้าใบอ้อยซึ่งมีซิลิกาและแคลเซียมออกไซด์เป็นองค์ประกอบสำคัญ มาพัฒนาสูตรแก้ว และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ เช่น กำไล สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน และต่างหู

Q: งานวิจัยแก้วใบอ้อยช่วยชุมชนอย่างไร?
A: แนวคิด Technology Downscaling และ Co-production Model ช่วยลดความซับซ้อนและต้นทุนการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยศูนย์ฯ ผลิตแก้วก้อนมาตรฐาน แล้วส่งต่อให้ชุมชนหรือผู้ประกอบการนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์

Q: งานวิจัยของ มรภ.นครปฐมได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานใด?
A: โครงการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) และในส่วนโครงการด้านเทคโนโลยีแก้วได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ร่วมด้วย

#มรภนครปฐม #มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม #บพท #เศรษฐกิจฐานราก #ทุนวัฒนธรรมทวารวดี #ทวารวดีมีชีวิต #งานวิจัย #นวัตกรรมชุมชน #แก้วใบอ้อย #วัสดุเหลือทิ้ง #เศรษฐกิจชุมชน #นครปฐม #PM25 #TechnologyDownscaling #CoProductionModel