พลิกโฉมเกษตรไทย “พืชปรับแต่งจีโนม GEd” ต้านโรค ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รับมือโลกร้อน
GEd เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม พลิกเกมเกษตรไทย พัฒนาพืชต้านโรค ลดสารเคมี-ลดต้นทุน
กรุงเทพฯ – 10 กันยายน 2569 เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม หรือ Genome Editing (GEd) ถูกจับตามองในฐานะเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาพันธุ์พืชให้มีลักษณะตามเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการพัฒนาพืชต้านทานโรคและศัตรูพืช ซึ่งอาจช่วยลดความเสียหายของผลผลิต ลดการพึ่งพาสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง และลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทย ท่ามกลางปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการระบาดของศัตรูพืชที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ประเด็นดังกล่าวถูกนำเสนอในงานเสวนา “พันธุ์พืชต้านทานโรคที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม: โอกาสและประโยชน์สำหรับเกษตรกรไทย” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ กองวิจัยพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
GEd คืออะไร และแตกต่างจาก GMO อย่างไร
เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม หรือ Genome Editing เป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่ใช้ปรับเปลี่ยนสารพันธุกรรมในตำแหน่งที่ต้องการ โดยสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาพันธุ์พืชให้มีลักษณะเฉพาะ เช่น ต้านทานโรค ทนต่อสภาพแวดล้อม หรือมีคุณสมบัติด้านผลผลิตและคุณภาพตามเป้าหมาย
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) อธิบายว่า Gene Editing เป็นกลุ่มเทคนิคทางชีววิทยาระดับโมเลกุลที่ใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงแบบเจาะจงในจีโนมของสิ่งมีชีวิต และสามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืช สัตว์ และจุลินทรีย์เพื่อการเกษตร โดยมีศักยภาพในการพัฒนาลักษณะที่ช่วยเพิ่มผลผลิต คุณภาพ และความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
หนึ่งในความแตกต่างสำคัญระหว่างพืชที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยี GEd บางรูปแบบกับพืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือ Genetically Modified Organism (GMO) คือ พืช GEd บางกรณีสามารถปรับเปลี่ยนยีนของสิ่งมีชีวิตเดิมโดยไม่จำเป็นต้องมีการนำยีนจากสิ่งมีชีวิตต่างชนิดเข้ามา อย่างไรก็ตาม การจัดประเภทและการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์จาก GEd แตกต่างกันในแต่ละประเทศ จึงจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายกรณีตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของแต่ละประเทศ ฟ
สำหรับประเทศไทย กรมวิชาการเกษตรระบุว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออก ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร พ.ศ. 2567 ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ขณะที่กรมวิชาการเกษตรออก ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับรองพืชที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม พ.ศ. 2567 ลงนามเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2567 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2567
ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีกรอบหลักเกณฑ์สำหรับการรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม โดยกรณีพืชอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของกรมวิชาการเกษตร
2 งานวิจัยไทย พัฒนามะเขือเทศและมะละกอต้านโรค
ข้อมูลจากการเสวนาระบุว่า สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ได้สำรวจสถานการณ์การวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์พืชด้วยเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมในปี พ.ศ. 2567 และพบว่ามีนักวิจัยอย่างน้อย 14 คน ดำเนินงานกับพืช 14 ชนิด จากหน่วยงานภาครัฐ 6 แห่ง โดยมีพืชบางชนิดที่สามารถพัฒนาได้ตามเป้าหมาย
ต่อมาในปี พ.ศ. 2568 สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “พืชแก้ไข/ปรับแต่งยีน/จีโนม ที่ใกล้จะนำไปใช้ประโยชน์และการกำกับดูแล” เพื่อเผยแพร่ความรู้และความก้าวหน้าของงานวิจัยพืชที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว โดยมีข้อมูลว่าพืชอย่างน้อย 2 ชนิดมีความก้าวหน้าและใกล้เข้าสู่กระบวนการขอรับรองจากกรมวิชาการเกษตร
พืชดังกล่าว ได้แก่ มะเขือเทศต้านทานโรคเหี่ยวเหลือง และ มะละกอต้านทานไวรัสจุดวงแหวน
มะเขือเทศต้านทานโรคเหี่ยวเหลือง
งานวิจัยมะเขือเทศต้านทานโรคเหี่ยวเหลืองพัฒนาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญญ์วนิช ธัญสิริวรรธน์ และคณะ จาก ภาควิชาเกษตรและทรัพยากร คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร
แนวทางการวิจัยเป็นการปิดการทำงานของยีน LRR receptor-like serine/threonine-protein kinase หรือ Solyc11g01180.1 ซึ่งอยู่บนโครโมโซมที่ 11 เพื่อพัฒนาลักษณะต้านทานโรคเหี่ยวเหลืองในมะเขือเทศ
โรคเหี่ยวเหลืองเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของการผลิตมะเขือเทศ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการระบาดรุนแรงในพันธุ์ที่อ่อนแอ อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตอย่างมาก เกษตรกรยังต้องมีต้นทุนในการจัดการโรค ทั้งการใช้สารเคมีหรือชีวภัณฑ์ ตลอดจนแรงงานในการกำจัดต้นพืชที่เป็นโรค
มะละกอต้านทานไวรัสจุดวงแหวน
อีกหนึ่งงานวิจัยสำคัญคือ พันธุ์มะละกอต้านทานไวรัสจุดวงแหวน พัฒนาโดย ดร.ปิยนุช ศรชัย นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กองวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร
งานวิจัยดังกล่าวมุ่งปิดการทำงาน หรือ deletion ในตำแหน่งพันธุกรรมเฉพาะของยีน eIF4E เพื่อพัฒนามะละกอที่มีความต้านทานต่อไวรัสจุดวงแหวนมะละกอ
ข้อมูลทางวิชาการที่เผยแพร่ผ่านคลังความรู้ของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังพบผลงานวิจัยของ ดร.ปิยนุช ศรชัย เกี่ยวกับการตรวจสอบมะละกอดัดแปลงพันธุกรรมและงานด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชอย่างต่อเนื่อง
โรคจุดวงแหวนมะละกอถือเป็นปัญหาสำคัญของการปลูกมะละกอ เนื่องจากสามารถสร้างความเสียหายแก่ต้นพืชได้ในหลายช่วงอายุ และสามารถแพร่ระบาดโดยแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยอ่อน ซึ่งเป็นพาหะของไวรัส นอกจากนี้ยังมีพืชอาศัยหลายชนิด ทำให้การควบคุมโรคในพื้นที่เพาะปลูกมีความซับซ้อน
หากเกษตรกรปลูกมะละกอพันธุ์ที่อ่อนแอ เมื่อเกิดการระบาดย่อมส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ ขณะเดียวกันยังมีต้นทุนด้านสารป้องกันกำจัดแมลงพาหะ ปุ๋ย น้ำ และแรงงานที่ใช้ในการดูแลจัดการแปลง
GEd ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนได้อย่างไร
หัวใจสำคัญของการพัฒนาพืชต้านทานโรคด้วย GEd คือการสร้างลักษณะทางพันธุกรรมที่ช่วยให้พืชสามารถรับมือกับโรคหรือศัตรูพืชได้ดีขึ้น หากนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์ ย่อมมีศักยภาพในการลดความสูญเสียของผลผลิตและลดภาระต้นทุนในการจัดการโรค
สำหรับเกษตรกร ผลประโยชน์ที่คาดหวังได้ ได้แก่
ลดความเสียหายจากโรคพืช
ลดการพึ่งพาสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช
ลดต้นทุนการผลิตในส่วนของการจัดการโรค
เพิ่มโอกาสรักษาระดับผลผลิตและคุณภาพผลผลิต
เพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพันธุ์พืชใหม่
เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทย
สนับสนุนแนวทางการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
กรมวิชาการเกษตรเองระบุว่าเทคโนโลยี Genome Editing มีศักยภาพในการพัฒนาพันธุ์พืชให้มีลักษณะตามความต้องการได้รวดเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม และสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาภาคเกษตร เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม โรค และศัตรูพืช )
ไทยวางระบบกำกับ GEd รองรับการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร
การมีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประกาศกรมวิชาการเกษตรในปี 2567 ทำให้ประเทศไทยมีกรอบการดำเนินงานสำหรับการรับรองสิ่งมีชีวิตและพืชที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม
กรมวิชาการเกษตรระบุว่า ในกรณีพืช ผู้พัฒนาจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด ขณะที่สิ่งมีชีวิตประเภทอื่นอยู่ภายใต้หน่วยงานที่รับผิดชอบตามประเภทนั้น ๆ
นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังได้พัฒนากลไกผู้ประเมินสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยี GEd เพื่อให้บุคลากรมีความรู้ด้านเทคนิค การประเมินความปลอดภัย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกรณีศึกษาระดับสากลสำหรับใช้ประกอบกระบวนการพิจารณาและรับรอง
โอกาสของเกษตรไทยในยุคภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ภาคเกษตรต้องรับมือกับทั้งอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ภัยแล้ง น้ำท่วม และการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชที่อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามสภาพแวดล้อม
FAO ระบุว่าเทคโนโลยี Gene Editing มีศักยภาพในการพัฒนาลักษณะของพืชและสัตว์เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ รวมถึงช่วยสนับสนุนความยั่งยืนและความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลและการประเมินความปลอดภัยยังเป็นประเด็นสำคัญที่แต่ละประเทศต้องกำหนดตามบริบทของตนเอง
สำหรับประเทศไทย การพัฒนามะเขือเทศต้านทานโรคเหี่ยวเหลืองและมะละกอต้านทานไวรัสจุดวงแหวน จึงสะท้อนทิศทางหนึ่งของการนำเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่มาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในภาคการเกษตร
หากงานวิจัยสามารถผ่านกระบวนการประเมินและรับรองตามหลักเกณฑ์ของ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สำเร็จ พืชกลุ่มดังกล่าวจะเป็นอีกทางเลือกสำหรับการพัฒนาภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะการลดความสูญเสียจากโรค ลดต้นทุนการจัดการ และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของระบบการผลิตต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
ในภาพใหญ่ เทคโนโลยี GEd จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของห้องปฏิบัติการ แต่กำลังถูกพัฒนาให้เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัย การประเมินความปลอดภัย การรับรอง ไปจนถึงการใช้ประโยชน์จริงในภาคการเกษตร โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและพันธุ์พืชใหม่ที่ตอบโจทย์ปัญหาการผลิตในอนาคต
