สสส.ผนึกชุมชนท้องถิ่น สกัดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า ลดหนี้ครัวเรือน ดัน 7 ข้อเสนอสู่สาธารณะ
สสส.ผนึกชุมชนท้องถิ่น สกัดบุหรี่–บุหรี่ไฟฟ้า ควบคู่ลดรายจ่ายและหนี้ครัวเรือน ประกาศ 7 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ชูพลังชุมชนเป็นฐานขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) ร่วมกับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ จัดเวทีนโยบายสาธารณะ (Policy Forum) “ลดการแพร่ระบาดของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และส่งเสริมการลดรายจ่ายโดยชุมชนท้องถิ่น” เพื่อระดมความคิดเห็นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม พร้อมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะในการลดการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ควบคู่กับการลดรายจ่ายและจัดการหนี้ครัวเรือน โดยใช้ชุมชนท้องถิ่นเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน
ข้อมูลจากระบบเก็บข้อมูลผลกระทบตามตัวชี้วัดของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า คนไทยยังสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าร้อยละ 15.40 โดยกลุ่มเยาวชนชายอายุ 15–29 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าเยาวชนหญิง 6.6 เท่า ขณะเดียวกันพบการสัมผัสควันบุหรี่ภายในบ้านร้อยละ 26.69 และในสถานที่สาธารณะร้อยละ 38.57
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสุขภาพ แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับสภาพเศรษฐกิจและรายจ่ายของครัวเรือน โดยข้อมูลพฤติกรรมทางการเงินจากชุดข้อมูลเดียวกันพบว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ย 10,001–20,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 33.75 ขณะที่ครัวเรือนร้อยละ 37.47 มีรายจ่ายเฉลี่ย 5,001–10,000 บาทต่อเดือน และร้อยละ 41.60 มีภาระหนี้สิน โดยมีหนี้เฉลี่ย 61,592.71 บาท
เมื่อปัญหาการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และภาระหนี้สินเกิดขึ้นพร้อมกัน จึงกลายเป็น “วิกฤตสองด้าน” ที่เชื่อมโยงกันทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยเฉพาะความเครียดจากปัญหาทางการเงินที่อาจสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ ทำให้การแก้ปัญหาจำเป็นต้องดำเนินการแบบครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การสร้างความรอบรู้ การจัดสภาพแวดล้อม การบังคับใช้กฎหมาย การดูแลผู้มีปัญหาจากการสูบบุหรี่ ไปจนถึงการลดรายจ่ายและเสริมความรู้ด้านการเงิน
ชุมชนท้องถิ่นเปิดโมเดลแก้บุหรี่ไฟฟ้า
ภายในเวทีมีการเสวนา “ชุมชนท้องถิ่นทำได้” โดยตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ร่วมสะท้อนปัญหาและแนวทางแก้ไขในพื้นที่จริง ทั้งเรื่องการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชน ค่านิยมเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ การบังคับใช้กฎหมาย ระบบป้องกันและบำบัด ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาหนี้สินกับพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ
นางสาวสุวรรณ คูประทุมศิริ นายกเทศมนตรีตำบลเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า เทศบาลใช้แนวคิด “ผู้นำต้องทำก่อน” โดยให้ผู้บริหารเทศบาลเป็นแบบอย่างในการไม่สูบบุหรี่ พร้อมดำเนินโครงการรณรงค์ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการให้เยาวชนวาดภาพและนำผลงานมาจัดแสดงในกิจกรรม “ดนตรีในสวน” เพื่อสร้างพื้นที่สร้างสรรค์และลดโอกาสที่เยาวชนจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยง
นางสาวสุวรรณกล่าวว่า การทำงานเชิงนโยบายควบคู่กับการสร้างโครงการรณรงค์สามารถช่วยเปลี่ยนทัศนคติของเยาวชนได้ โดยเฉพาะในช่วงที่บุหรี่ไฟฟ้าเคยถูกมองว่าเป็นค่านิยมของวัยรุ่น
ด้าน นางสาวชฎานันท์ อนุลีจันทร์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า พื้นที่พบเด็กอายุเพียง 10 ปี เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตามอิทธิพลของรุ่นพี่ จึงใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางการป้องกัน พร้อมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ สถานีตำรวจภูธรบางคล้า เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมาย และสร้างเครือข่ายผู้ปกครองเพื่อช่วยเฝ้าระวังพฤติกรรมของเด็กทั้งในและนอกสถานศึกษา
นางสาวชฎานันท์กล่าวว่า ในปี 2569 ไม่พบการนำบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาภายในสถานศึกษา แม้ยังพบความเสี่ยงนอกโรงเรียน แต่เครือข่ายผู้ปกครองที่เข้มแข็งทำให้สามารถรับข้อมูลและประสานเด็กกับผู้ปกครองเพื่อหยุดพฤติกรรมดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที
“แก้หนี้” ลดความเครียด ลดพฤติกรรมเสี่ยง
นายรื่น แจ้งกระจ่าง กำนันตำบลหารเทา อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างภาระหนี้สินกับพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมนำโมเดล “ศูนย์จัดการหนี้ครัวเรือน” และนวัตกรรม “มะนาวคอนโด” มาใช้สร้างอาชีพเสริมและลดรายจ่าย รวมถึงดึงเยาวชนกลุ่ม “ต้นกล้า” เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำข้อมูลและรณรงค์ผ่านบอร์ดเกม
นายรื่นกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สามารถช่วยลดความเครียดของคนในครัวเรือน และอาจช่วยลดรายจ่ายที่เกิดจากบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ โดยหัวใจสำคัญคือผู้นำชุมชนต้องเป็นผู้ลงมือทำให้เห็นเป็นตัวอย่างก่อน
ขณะที่ นายสืบศักดิ์ สุภิมาส นายกเทศมนตรีตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน มองว่าปัญหาบุหรี่และหนี้สินมีความเชื่อมโยงกันในเชิงโครงสร้าง จึงริเริ่มโครงการ “ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก” โดยใช้ระบบห่วงโซ่อุปทานสร้างรายได้ให้กลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุ เช่น การผลิตลูกประคบสมุนไพร
นายสืบศักดิ์กล่าวว่า การสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและเพิ่มโอกาสในการมีรายได้หรืออาชีพเสริม จะช่วยลดความเครียดซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจผลักให้ประชาชนหันไปพึ่งพาสิ่งเสพติด
สถ.ชูท้องถิ่นเป็นกลไกหลักดูแลสุขภาวะ
ในส่วนของภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวชื่นชมการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยระบุว่าการดูแลสุขภาวะประชาชนเป็นภารกิจสำคัญของท้องถิ่น และแม้แต่ละพื้นที่จะมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือหรือองค์ความรู้ แต่การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและสร้างบรรทัดฐานทางสังคมที่เข้มแข็งจะช่วยให้การแก้ปัญหาเกิดผลได้
นายศิริพันธ์กล่าวว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงการทำงานของท้องถิ่น และหากพื้นที่ประสบปัญหาหรือมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ สามารถสะท้อนปัญหาเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไข
ด้าน นางสุภัทรา สนิทสม ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับนโยบาย “สถานศึกษาปลอดภัย” ซึ่งครอบคลุมภัยคุกคามหลายรูปแบบ ทั้งอุบัติเหตุ บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการยังได้จัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของผู้เรียนและครูบุคลากรทางการศึกษา” เพื่อขับเคลื่อนมาตรการด้านความปลอดภัย โดยร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในการขับเคลื่อน “ธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา” ตั้งแต่ปี 2565 โดยให้ผู้เรียน ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางของโรงเรียน
สสส.เสนอ 5 แนวทางจัดการบุหรี่ไฟฟ้า
ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สรุปข้อเสนอจากเวทีว่า การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนต้องเริ่มจาก “ข้างใน” เพื่อให้เกิดความยั่งยืน พร้อมเสนอ 5 แนวทางสำคัญในการจัดการปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่
แก้ไขปัญหาการเข้าถึงบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
สร้างค่านิยมใหม่และความรอบรู้เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าให้ทันต่อสถานการณ์
เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย
บูรณาการระบบป้องกันและบำบัด
ใช้ข้อมูลของชุมชนเป็นฐานในการออกแบบและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
ส่วนการลดรายจ่ายและหนี้ครัวเรือน ดร.นิสาเสนอให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นต้นแบบในการป้องกันหนี้ ส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน และเพิ่มความรอบรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการทำงานของ สสส. ที่ในปี 2569 เดินหน้าสนับสนุนพื้นที่ต้นแบบด้านการจัดการบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพชุมชน ใช้ระบบข้อมูล การกำกับดูแลตามกฎหมาย และนวัตกรรมในพื้นที่ เพื่อยกระดับบทเรียนไปสู่การเป็นต้นแบบและศูนย์เรียนรู้ในอนาคต
สสส.วาง 4 ระยะ หนุนชุมชนสร้างนวัตกรรมแก้บุหรี่
นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า บทบาทของ สสส. ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสนับสนุนงบประมาณ แต่เป็นการ “หนุนเสริมและเชื่อมประสาน” โดยวางกลไกการทำงาน 4 ระยะ ได้แก่ ระยะ 0–6 เดือน เตรียมความพร้อมและกำหนดตัวชี้วัดร่วมกับพื้นที่ ระยะ 6–18 เดือน นำมาตรการและเครื่องมือไปปรับใช้จริง ระยะ 18–36 เดือน ประเมินผลและสังเคราะห์บทเรียน และระยะยาวนำแนวทางที่ประสบความสำเร็จไปบูรณาการเป็นภารกิจประจำ
เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “นวัตกรรมการลด ละ เลิกบุหรี่ในแบบฉบับของแต่ละพื้นที่” เพื่อให้เกิดต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้กับชุมชนอื่นทั่วประเทศ
ประกาศ 7 ข้อเสนอ “สุขภาพ–รายจ่าย–หนี้ครัวเรือน”
ช่วงท้ายของเวที ภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “ร่วมลดการแพร่ระบาดของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และส่งเสริมการลดรายจ่ายโดยชุมชนท้องถิ่น” นำโดย นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่
เจตนารมณ์ดังกล่าวเชื่อมโยง 3 มิติ ได้แก่ “สุขภาพ–รายจ่าย–หนี้ครัวเรือน” โดยมีข้อเสนอ 7 ประการ ประกอบด้วย
1. ป้องกันและลดการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
2. สร้างความรอบรู้และภูมิคุ้มกันต่อบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
3. ร่วมสร้างชุมชนและสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
4. ลดรายจ่ายจากพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ
5. เสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและการเงินเพื่อจัดการหนี้ครัวเรือน
6. พัฒนากลไกชุมชนเพื่อจัดการปัจจัยเสี่ยงและภาระหนี้ครัวเรือน
7. บูรณาการความร่วมมือและขับเคลื่อนเชิงนโยบายในทุกระดับ
การประกาศเจตนารมณ์ครั้งนี้สะท้อนฉันทามติของภาคีเครือข่ายว่า การแก้ปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าไม่ควรแยกออกจากปัญหาทางเศรษฐกิจของครัวเรือน แต่ควรเชื่อมโยงการสร้างสุขภาวะ การลดรายจ่าย การจัดการหนี้ และการสร้างเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนเป็นฐานสำคัญในการออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
เป้าหมายในระยะต่อไปคือการเปลี่ยนจากการรณรงค์แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่ “ระบบจัดการปัจจัยเสี่ยงโดยชุมชน” ที่ใช้ข้อมูลจริงของพื้นที่เป็นฐาน สร้างความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น สถานศึกษา ครอบครัว ภาคประชาสังคม และหน่วยงานภาครัฐ ก่อนต่อยอดบทเรียนและนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับจังหวัดและระดับประเทศ
