งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

บพท. ชู “นครศรีโมเดล” พลิกนากุ้งร้าง 44,000 ไร่ สู่การเลี้ยงปูขาว เพิ่มอัตรารอด 80% สร้างรายได้เกษตรกรมากกว่า 60,000 บาทต่อไร่ต่อปี

บพท. หนุนวิจัย “ปูขาว-นครศรีโมเดล” ฟื้นนากุ้งร้าง เพิ่มผลผลิตปูขาว 220 กก.ต่อไร่ต่อรอบ

     นครศรีธรรมราช – หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) สนับสนุนงานวิจัย “โครงการปูขาว-นครศรีโมเดล เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นนครศรีธรรมราช” มุ่งใช้ เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) พลิกฟื้นพื้นที่นากุ้งร้างในลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้กลับมาเป็นพื้นที่สร้างรายได้จากการเลี้ยงปูขาว พร้อมยกระดับอัตราการรอด เพิ่มผลผลิต และสร้างระบบถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้

     ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เคยเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ แต่จากปัญหาโรคระบาด ต้นทุนการเลี้ยงที่เพิ่มสูงขึ้น และภาระหนี้สิน ส่งผลให้มีนากุ้งร้างมากกว่า 44,000 ไร่ และเกษตรกรจำนวนหนึ่งต้องละทิ้งพื้นที่ทำกิน

     ขณะเดียวกัน เกษตรกรบางส่วนได้ปรับเปลี่ยนมาสู่การเลี้ยงปูขาว ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีความต้องการในประเทศประมาณ 12,100 ตันต่อปี ขณะที่ประเทศไทยผลิตได้ประมาณ 8,395 ตันต่อปี ทำให้ยังมีความต้องการนำเข้า อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงปูขาวแบบดั้งเดิมหรือ “นาเปิด” ซึ่งอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก มีอัตราการรอดของลูกปูเพียงประมาณร้อยละ 20 ส่งผลให้ผลผลิตต่ำ รายได้ไม่คุ้มกับต้นทุน และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างเต็มที่

วิจัย “ปูขาว-นครศรีโมเดล” แก้ปัญหาการเลี้ยงปูแบบเดิม

     ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และคณะวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จึงดำเนิน “โครงการปูขาว-นครศรีโมเดล เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นนครศรีธรรมราช” ภายใต้กรอบวิจัยการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises) บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กำกับของ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.)

      โครงการมีเป้าหมายสำคัญในการฟื้นฟูนากุ้งที่ถูกทิ้งร้าง เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงปูขาว และเพิ่มอัตราการรอดตายของปูขาวให้สูงกว่าร้อยละ 80 ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเน้นการใช้ทรัพยากรและพื้นที่ที่เกษตรกรมีอยู่แล้ว เพื่อลดความจำเป็นในการลงทุนเพิ่มเติม

     หัวใจของ “นครศรีโมเดล” คือการพัฒนา ชุดความรู้มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure: SOP) สำหรับการผลิตลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่ และชุดความรู้สำหรับการผลิตปูขาวขนาดตลาด เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงตั้งแต่กระบวนการอนุบาลลูกพันธุ์ปูขาวขนาดประมาณ 0.5 เซนติเมตร ให้เติบโตเป็นลูกพันธุ์ขนาดประมาณ 5 เซนติเมตร ก่อนนำไปเลี้ยงต่อจนได้ขนาดตามความต้องการของตลาด

     การจัดการมุ่งเน้น 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การป้องกันศัตรูของปู การกำหนดความหนาแน่นของปู การจัดการอาหาร และการดูแลคุณภาพน้ำในบ่อ รวมถึงการพัฒนาจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสำหรับบำบัดของเสียที่สะสมในบ่อและของเสียจากอาหารสด เพื่อช่วยฟื้นฟูคุณภาพน้ำและดินในพื้นที่เลี้ยง

     ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ กล่าวว่า ในอดีตการเลี้ยงปูของเกษตรกรจำนวนหนึ่งเป็นลักษณะปล่อยให้ธรรมชาติเป็นผู้กำหนดผลลัพธ์ ทำให้อัตรารอดและผลผลิตขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่หัวใจของนวัตกรรมไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีราคาแพงมาใช้ หากอยู่ที่การจัดการทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ความเข้าใจด้านนิเวศและชีววิทยาของปู การอนุบาลลูกปู การจัดการอาหาร การควบคุมความหนาแน่น การป้องกันศัตรู และการดูแลคุณภาพน้ำ

     เมื่อสามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ การเลี้ยงปูจึงเปลี่ยนจากอาชีพที่ต้องพึ่งพาโชค ไปสู่การทำธุรกิจที่สามารถคำนวณต้นทุน คาดการณ์ผลตอบแทน บริหารความเสี่ยง และวางแผนด้านการตลาดได้ โดยคณะวิจัยยังพัฒนาระบบคำนวณต้นทุนการผลิต เพื่อช่วยให้เกษตรกรทราบต้นทุนที่แท้จริงและสามารถวางแผนการผลิตได้แม่นยำมากขึ้น

เพิ่มอัตรารอดปูขาวสูงสุด 80% ผลผลิตแตะ 220 กิโลกรัมต่อไร่

     ผลจากการปรับกระบวนการผลิตพบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงปูขาว 14 ราย สามารถเพิ่มอัตราการรอดของปูขาวจากเดิมที่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เป็นประมาณ ร้อยละ 60–80 โดยอัตราการรอดของลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ ร้อยละ 65 ขณะที่อัตราการรอดของปูขาวขนาดตลาดเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 80

     เกษตรกรที่สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถผลิตปูขาวขนาดตลาดได้ประมาณ 220 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรอบการเลี้ยง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 เดือน และหากสามารถเลี้ยงได้ 2 รอบต่อปี จะสร้างรายได้มากกว่า 60,000 บาทต่อไร่ต่อปี

จากเกษตรกรมีหนี้ สู่ “นวัตกรชุมชน”

    หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการคือ นายณัฏฐชัย นาคเกษม หรือ “พี่โชค” ซึ่งเคยประสบปัญหาหนี้สินจากการเลี้ยงกุ้งจนต้องปล่อยบ่อร้าง ก่อนปรับเปลี่ยนมาสู่การเลี้ยงปูขาวและพัฒนาตนเองเป็นนวัตกรชุมชน

     นายณัฏฐชัย นาคเกษม กล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการเคยเลี้ยงปูด้วยวิธีดั้งเดิม ได้ผลผลิตประมาณ 100–200 กิโลกรัมต่อปี จากพื้นที่มากกว่า 12 ไร่ และมีรายได้เพียงหลักพันบาทต่อสัปดาห์ แต่หลังจากนำมาตรฐานการเลี้ยง หรือ SOP ของทีมวิจัยมาปรับใช้ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การเตรียมบ่อ การอนุบาลลูกปู การควบคุมคุณภาพน้ำ การสร้างอาหารธรรมชาติ และการกำหนดความหนาแน่นของปูอย่างเหมาะสม ทำให้อัตราการรอดของลูกปูเพิ่มจากเดิมประมาณร้อยละ 5–10 เป็นร้อยละ 60

     ผลที่เกิดขึ้นทำให้ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมสะท้อนให้เห็นว่าองค์ความรู้ทางวิชาการที่นำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่ สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของการเลี้ยงปูขาวได้จริง

สร้าง “เกษตรกรต้นแบบ” ถ่ายทอดความรู้สู่ 120 ครัวเรือน

    ความสำเร็จของงานวิจัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการฟื้นฟูนากุ้งร้าง แต่ยังต่อยอดสู่การสร้าง ระบบถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ชุมชนสามารถขยายผลได้ด้วยตนเอง

     ในปี 2568 คณะวิจัยดำเนิน “โครงการขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง” ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Appropriate Learning Process (ALP) ควบคู่กับระบบ “แม่ข่าย-ลูกข่าย” (Training the Trainers) โดยคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบจำนวน 16 ราย ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตลูกพันธุ์ปูและถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังเกษตรกรอีก 104 ราย รวมเป็น 120 ครัวเรือน

     ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ ระบุว่า เป้าหมายสำคัญของโครงการคือการสร้าง “ครู” จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจริง แทนการพึ่งพานักวิจัยในการถ่ายทอดความรู้เพียงฝ่ายเดียว เพื่อให้ชุมชนสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาต่อได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

     ระบบดังกล่าวช่วยให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และเปิดโอกาสให้เกษตรกรต้นแบบสามารถสร้างรายได้จากการผลิตลูกพันธุ์ปูควบคู่กับการเลี้ยงปูเชิงพาณิชย์

     ภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน เกษตรกรแม่ข่ายมีรายได้จากการจำหน่ายลูกพันธุ์ปูขนาดใหญ่เฉลี่ยประมาณ 38,000–39,000 บาทต่อไร่ และยังมีรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายปูขนาดตลาด สะท้อนการเกิดขึ้นของห่วงโซ่ธุรกิจใหม่ที่ช่วยกระจายรายได้และเพิ่มความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน

“นครศรีโมเดล” ต้นแบบเทคโนโลยีที่ชุมชนพึ่งพาตนเองได้

     จากพื้นที่นากุ้งร้างที่เคยกลายเป็นภาระหนี้สิน วันนี้กำลังถูกพลิกกลับมาเป็นพื้นที่สร้างอาชีพและรายได้ผ่าน “นครศรีโมเดล” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวทางการใช้ เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก โดยให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้ที่เหมาะกับบริบทของเกษตรกรมาใช้จริง

     งานวิจัยดังกล่าวสะท้อนว่า นวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือมีต้นทุนสูง แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของคนในพื้นที่ ใช้งานได้จริง และช่วยให้ชุมชนสามารถเรียนรู้ พึ่งพาตนเอง และขยายผลการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

     นครศรีโมเดล จึงไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มผลผลิตปูขาวหรือเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่จากทรัพยากรในพื้นที่ เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี เกษตรกร และชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้กับลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชในระยะยาว