สสส. เผยผลสำเร็จ “โครงการอารักข์สา” สร้างภูมิคุ้มกันเด็กเล็กต้านบุหรี่ไฟฟ้า ครอบคลุม 70 จังหวัดทั่วไทย
สสส. สรุปผล “โครงการอารักข์สา” พัฒนานวัตกรรมสร้างภูมิคุ้มกันเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาต้านบุหรี่ไฟฟ้า ครอบคลุม 578 สถานศึกษาใน 70 จังหวัด ชูการเรียนรู้ผ่านการเล่น เสริมทักษะชีวิตและการปฏิเสธปัจจัยเสี่ยง

กรุงเทพมหานคร – สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว เผยผลสำเร็จของ “โครงการอารักข์สา” ซึ่งเป็นโครงการนำร่องพัฒนาชุดสื่อและกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันจากบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับเด็กปฐมวัยและระดับประถมศึกษา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่น เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต ความคิดเชิงวิเคราะห์ และการปฏิเสธปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยเยาว์ หลังดำเนินโครงการต่อเนื่อง 1 ปี 6 เดือน ครอบคลุม 578 สถานศึกษา ใน 70 จังหวัดทั่วประเทศ
การสัมมนาสรุปผลการดำเนินงานจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพจากการใช้ชุดสื่อกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันจากบุหรี่ไฟฟ้าแบบบูรณาการ ภายใต้โครงการอารักข์สา” โดยมี นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมนำเสนอผลลัพธ์ของนวัตกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งป้องกันผู้เสพบุหรี่ไฟฟ้ารายใหม่ในกลุ่มเด็กเล็ก
สสส. ชี้เด็กไทยเผชิญความเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วัยอนุบาล
นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กไทยมีโอกาสเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งจากการพบเห็นบุคคลใกล้ชิด การได้รับอิทธิพลจากสื่อออนไลน์ และการทดลองสูบ ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดตั้งแต่วัยเด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญในการป้องกันผู้สูบหน้าใหม่อย่างยั่งยืน
โครงการอารักข์สาได้นำกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ Design-Based Implementation Research มาพัฒนาชุดสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา เพื่อให้เด็กเรียนรู้การคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันอันตราย และสามารถปฏิเสธการชักชวนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ
ดำเนินงานครอบคลุม 70 จังหวัด 578 สถานศึกษา
โครงการอารักข์สา นำโดย ดร.อัญญมณี บุญซื่อ หัวหน้าโครงการอารักข์สา ร่วมกับ มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ดำเนินงานระหว่างปี พ.ศ. 2567–2569 ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล จังหวัดต่าง ๆ และพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ
มีสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่
โรงเรียน
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
สถานศึกษาจาก 9 สังกัด
รวมทั้งสิ้น 578 แห่ง ใน 70 จังหวัด มีผู้เข้าร่วมโครงการรวม 2,056 คน ประกอบด้วยครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งในระดับเด็ก ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน
ใช้กิจกรรมการเล่น 25 รูปแบบ สร้าง “ผู้พิทักษ์ตัวน้อย”
หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การปรับแนวคิดจากการห้าม ดุ หรือการลงโทษ มาเป็นการสร้างความเข้าใจและทักษะชีวิต ผ่านกิจกรรม “การเล่นอย่างมีสติ” จำนวน 25 กิจกรรม ซึ่งต่อยอดจากองค์ความรู้และงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ
กิจกรรมทั้งหมดได้รับการออกแบบตามกระบวนการพัฒนาจิตสำนึก 6 ขั้นตอน ได้แก่
จุดประกายการเป็นผู้พิทักษ์
ประเมินความเสี่ยง
ตระหนักรู้จากข้อมูลที่ถูกต้อง
รู้เท่าทันและแยกแยะปัจจัยเสี่ยง
จัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
เป็นต้นแบบและส่งต่อความปลอดภัยสู่ผู้อื่น
ดร.อัญญมณี บุญซื่อ ชี้ครูเกือบ 1,000 คน นำสื่อไปใช้ได้จริง
ดร.อัญญมณี บุญซื่อ หัวหน้าโครงการอารักข์สา กล่าวว่า โครงการได้พัฒนาศักยภาพครูจากหลายสังกัด เกือบ 1,000 คน ให้สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสมกับวัยของเด็ก
ครูสามารถนำชุดสื่อไปใช้สร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการปฏิเสธให้แก่เด็ก พร้อมขยายผลสู่ผู้ปกครองและชุมชนได้ในทุกบริบทของพื้นที่
ผลติดตาม 22 โรงเรียนนำร่อง เด็กมีทักษะปฏิเสธ ผู้ปกครองบางส่วนเลิกบุหรี่ไฟฟ้า
ผลการติดตามเชิงลึกในสถานศึกษานำร่อง 22 แห่ง พบว่า ชุดสื่อกิจกรรมของโครงการช่วยยกระดับ
ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า
ทัศนคติที่ถูกต้อง
การคิดวิเคราะห์
การแยกแยะสิ่งที่เป็นอันตราย
ทักษะการปฏิเสธบุหรี่ไฟฟ้า
พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวทางการสอนของครู จากการบรรยายหรือการลงโทษ มาเป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่น ซึ่งทำให้เด็กมีส่วนร่วมมากขึ้น
ในด้านผู้ปกครอง พบว่ามีการพูดคุยเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าภายในครอบครัวมากขึ้น เกิดความร่วมมือระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชนในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยผลการประเมินภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ย มากกว่าร้อยละ 90
หนึ่งในผลลัพธ์ที่โดดเด่น คือ เด็กที่เข้าร่วมโครงการนำความรู้ไปบอกผู้ปกครองและคนในครอบครัว จนทำให้ผู้ปกครองบางส่วนตัดสินใจเลิกใช้บุหรี่ไฟฟ้า
วางรากฐานสังคมไทยปลอดบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
ผลสำเร็จของ โครงการอารักข์สา สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก เป็นกลไกสำคัญในการลดจำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ารายใหม่ และช่วยสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนในการปกป้องเด็กจากปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
