งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

วช. เปิดผลวิจัยรับมืออุทกภัย 2569 ชูนวัตกรรมบริหารจัดการน้ำ 10 จังหวัด ลดน้ำท่วม-ภัยแล้ง ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

วช. เปิดผลการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมรับมืออุทกภัย 2569 ยกระดับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบใน 10 จังหวัด ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ลดความเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง สร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ

รับมืออุทกภัย

     กรุงเทพมหานครสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “การรับมืออุทกภัยและบริหารจัดการน้ำด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมในการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดยนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ต้นแบบ 10 จังหวัดทั่วประเทศ ภายใต้ แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง”

     การเสวนาจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานเปิดงานและแถลงผลการดำเนินงาน พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คณะผู้บริหาร นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อมวลชนเข้าร่วม

วช. ชูผลงานวิจัยรับมืออุทกภัยและบริหารจัดการน้ำใน 10 จังหวัด

     ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูมรสุม ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด สำนักงานการวิจัยแห่งชาติจึงเร่งผลักดันการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ลดความเสียหายจากน้ำท่วมและภัยแล้ง และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ

     ผลงานวิจัยภายใต้แผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ครอบคลุมพื้นที่ต้นแบบในหลายจังหวัด ประกอบด้วย

1. ระบบเตือนภัยน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำในเขตเมือง

     พัฒนาระบบเตือนภัยและแนวทางป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง ได้แก่

  • จังหวัดเชียงใหม่

  • จังหวัดเชียงราย

  • จังหวัดขอนแก่น

     รวมถึงการพัฒนาระบบรับและระบายน้ำเพื่อชะลอน้ำใน จังหวัดลำพูน

2. ระบบข้อมูล Hat Yai ROD เพื่อบริหารจัดการอุทกภัยด้านสุขภาพ

     พัฒนา Hat Yai ROD (One Data Platform) เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติ การดูแลสุขภาพประชาชน และการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นระบบ

3. ระบบข้อมูลกลางบริหารจัดการน้ำระดับพื้นที่

     พัฒนาระบบข้อมูลกลางเชื่อมโยงข้อมูลระดับ

  • จังหวัด

  • อำเภอ

  • ตำบล

     โดยมีพื้นที่ต้นแบบ จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา เพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้ง

4. เทคโนโลยีเติมน้ำใต้ดินและนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ

     ประกอบด้วย

  • ระบบเติมน้ำใต้ดิน (Managed Aquifer Recharge : MAR) ใน จังหวัดขอนแก่น และ จังหวัดชัยภูมิ

  • ระบบสูบน้ำพลังงานทดแทน ใน อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน

  • นวัตกรรมฝายแกนดินซีเมนต์ เพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในระดับพื้นที่

5. นวัตกรรมการเกษตรรับมือภัยแล้ง

     พัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในภาคเกษตร ได้แก่

  • เทคโนโลยีโรงเรือนและการจัดการดิน-น้ำ สำหรับการปลูกผักใน อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา

  • การบริหารจัดการข้าวนาริมเล ใน จังหวัดพัทลุง

  • ระบบผลิตถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีในฤดูแล้ง

  • ระบบให้น้ำอัจฉริยะสำหรับสวน มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก

เน้นซ้อมรับมืออุทกภัย เพิ่มความพร้อมทุกภาคส่วน

     รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ กล่าวว่า แผนงานวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำมุ่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งควบคู่กับการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน โดยในช่วงฤดูฝนหลายพื้นที่ได้จัดการซ้อมแผนรับมืออุทกภัยภายใต้สถานการณ์จำลอง เพื่อทบทวนความพร้อมของทุกหน่วยงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง

ผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและแนวทางรับมือ

     ภายในงานมีการเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ประกอบด้วย

  • ดร.ฐกลพัชร์ ขำพึ่งสน จาก สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) นำเสนอการคาดการณ์ปริมาณฝนในช่วง 1–3 เดือนข้างหน้า และแนวโน้มการเกิดอุทกภัย พร้อมการใช้ระบบพยากรณ์อากาศและติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อสนับสนุนการวางแผน

  • รองศาสตราจารย์ ดร.ชูโชค อายุพงศ์ จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารจัดการน้ำท่วมในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ ผ่านแบบจำลองสถานการณ์ ระบบเตือนภัย และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สัตวแพทย์ ดร.วินัย แก้วละมุล จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอแนวทางการเตรียมรับมือภัยน้ำหลากในพื้นที่ จังหวัดน่าน

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรพงษ์ โล่ห์ไพศาลกฤช จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น เสนอแนวคิดการใช้ บึงพักน้ำ (Retention Pond) เป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับน้ำหลาก ลดน้ำท่วมเมือง และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในระยะยาว

  • ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประสิทธิ์ วุฒิสุทธิเมธาวี จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถ่ายทอดกรณีศึกษาการบริหารจัดการอุทกภัยใน อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยใช้ระบบข้อมูลดิจิทัลเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบบริการสาธารณสุขและการช่วยเหลือประชาชน

วช. เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

     ในช่วงสรุปการเสวนา รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ เน้นย้ำว่า การบริหารความเสี่ยงจากอุทกภัยจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับฐานข้อมูล เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการคาดการณ์ การตัดสินใจเชิงนโยบาย และการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

     สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ยืนยันว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการป้องกันและรับมืออุทกภัย ลดผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการพัฒนาประเทศบนฐานวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน