Triple Burden ในเด็กไทยคืออะไร? ผู้เชี่ยวชาญเตือน “ขาดวิตามินและแร่ธาตุ” อาจซ่อนอยู่ในเด็กที่ดูแข็งแรงและมีน้ำหนักปกติ
รศ.พญ.สุชาอร แสงนิพันธ์กูล เผยปัญหา “Triple Burden” ภัยเงียบด้านโภชนาการเด็กไทย พบได้แม้ในเด็กรูปร่างปกติหรือเด็กอ้วน แนะคัดกรองภาวะขาดธาตุเหล็กและส่งเสริมโภชนาการที่ครบถ้วนตั้งแต่วัยเด็ก

ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ชี้ “Triple Burden” คือความท้าทายใหม่ด้านโภชนาการเด็กไทย
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล อาจารย์ประจำสาขากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยข้อมูลสำคัญในการบรรยายหัวข้อ “The Relevancy of YCF in Thai Children: Bridging the Iron Gap and Tackling Thailand’s Triple Burden” ซึ่งจัดโดย สมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (Pediatric Nutrition Manufacturers Association: PNMA) โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโภชนาการเด็กในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Triple Burden” หรือปัญหาโภชนาการ 3 ด้าน ที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาพ และศักยภาพของเด็กไทยในระยะยาว
ที่ผ่านมา สังคมไทยคุ้นเคยกับปัญหา Double Burden ซึ่งประกอบด้วยภาวะขาดสารอาหารและภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน แต่ปัจจุบันพบว่า ยังมีอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ คือ การขาดสารอาหารรอง (Micronutrient Deficiency) หรือการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แม้เด็กจะมีรูปร่างสมส่วน น้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ตาม
Triple Burden คืออะไร? ปัญหาโภชนาการ 3 ด้านที่เด็กไทยกำลังเผชิญ
1. ภาวะขาดสารอาหาร (Under-nutrition)
เป็นภาวะที่เด็กมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หรือมีส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แม้สถานการณ์จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังพบในกลุ่มเด็กเปราะบาง เช่น
เด็กเกิดก่อนกำหนด
เด็กน้ำหนักแรกเกิดต่ำ
เด็กที่มีโรคประจำตัว
เด็กในครอบครัวที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและโภชนาการ
2. ภาวะโภชนาการเกิน (Over-nutrition)
ปัจจุบันปัญหาโรคอ้วนในเด็กไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเมือง ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น
เบาหวาน
ความดันโลหิตสูง
ไขมันในเลือดผิดปกติ
3. การขาดสารอาหารรอง (Micronutrient Deficiency)
หรือที่เรียกว่า “Hidden Hunger” (ความหิวที่ซ่อนอยู่) ซึ่งถือเป็นปัญหาที่น่ากังวลที่สุด เพราะไม่สามารถสังเกตได้จากรูปลักษณ์ภายนอก
เด็กอาจมีน้ำหนักปกติ หรือแม้กระทั่งมีภาวะอ้วน แต่ยังขาดสารอาหารสำคัญ เช่น
ธาตุเหล็ก
สังกะสี
วิตามินเอ
วิตามินดี
วิตามินบีรวม
แคลเซียม
การขาดสารอาหารเหล่านี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ ภูมิคุ้มกัน และการเจริญเติบโตในระยะยาว
ภาวะขาดธาตุเหล็กในเด็กไทย ยังเป็นปัญหาสำคัญ
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล ระบุว่า หนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กไทย คือ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา ความจำ และสมาธิของเด็ก
ดังนั้น การตรวจคัดกรองภาวะซีดในเด็กอายุ 9–12 เดือน จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม เพื่อประเมินระดับฮีโมโกลบินและภาวะขาดธาตุเหล็กตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
แนวทางป้องกัน Triple Burden ในเด็กไทย
อย่าพิจารณาเพียงรูปร่างภายนอก
ผู้ปกครองไม่ควรเข้าใจว่าเด็กที่มีน้ำหนักปกติจะได้รับสารอาหารครบถ้วนเสมอไป โดยเฉพาะเด็กที่มีพฤติกรรมเลือกกินหรือกินอาหารซ้ำ ๆ ควรได้รับการประเมินด้านโภชนาการอย่างละเอียด
ส่งเสริมการกินอาหารที่หลากหลาย
การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และมีความหลากหลายของชนิดอาหาร จะช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ (Gut Health) และลดความเสี่ยงของการขาดวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ
คัดกรองภาวะขาดสารอาหารอย่างสม่ำเสมอ
ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตามช่วงวัย โดยเฉพาะการประเมินการเจริญเติบโต ภาวะซีด และพัฒนาการของเด็ก
ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้คำแนะนำของแพทย์
ในกรณีเด็กกินยากหรือรับประทานอาหารได้ไม่หลากหลาย อาจพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับเด็ก เช่น Young Child Formula (YCF) หรือการเสริมวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ
โภชนาการที่ดี ไม่ใช่แค่ “อิ่ม” หรือ “อ้วน”
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล เน้นย้ำว่า การดูแลโภชนาการเด็กในปัจจุบันต้องมองลึกกว่าน้ำหนักตัวหรือส่วนสูง เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยอาจเผชิญภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุโดยไม่แสดงอาการชัดเจน
การตระหนักรู้ถึงปัญหา Triple Burden การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ และการส่งเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและเหมาะสมตามวัย จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย สมอง และคุณภาพชีวิตในอนาคต
