งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

Triple Burden ในเด็กไทยคืออะไร? ผู้เชี่ยวชาญเตือน “ขาดวิตามินและแร่ธาตุ” อาจซ่อนอยู่ในเด็กที่ดูแข็งแรงและมีน้ำหนักปกติ

รศ.พญ.สุชาอร แสงนิพันธ์กูล เผยปัญหา “Triple Burden” ภัยเงียบด้านโภชนาการเด็กไทย พบได้แม้ในเด็กรูปร่างปกติหรือเด็กอ้วน แนะคัดกรองภาวะขาดธาตุเหล็กและส่งเสริมโภชนาการที่ครบถ้วนตั้งแต่วัยเด็ก

Triple Burden

ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ชี้ “Triple Burden” คือความท้าทายใหม่ด้านโภชนาการเด็กไทย

    รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล อาจารย์ประจำสาขากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยข้อมูลสำคัญในการบรรยายหัวข้อ “The Relevancy of YCF in Thai Children: Bridging the Iron Gap and Tackling Thailand’s Triple Burden” ซึ่งจัดโดย สมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (Pediatric Nutrition Manufacturers Association: PNMA) โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโภชนาการเด็กในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Triple Burden” หรือปัญหาโภชนาการ 3 ด้าน ที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาพ และศักยภาพของเด็กไทยในระยะยาว

     ที่ผ่านมา สังคมไทยคุ้นเคยกับปัญหา Double Burden ซึ่งประกอบด้วยภาวะขาดสารอาหารและภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน แต่ปัจจุบันพบว่า ยังมีอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ คือ การขาดสารอาหารรอง (Micronutrient Deficiency) หรือการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แม้เด็กจะมีรูปร่างสมส่วน น้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ตาม

Triple Burden คืออะไร? ปัญหาโภชนาการ 3 ด้านที่เด็กไทยกำลังเผชิญ

    1. ภาวะขาดสารอาหาร (Under-nutrition)

เป็นภาวะที่เด็กมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หรือมีส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แม้สถานการณ์จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังพบในกลุ่มเด็กเปราะบาง เช่น

  • เด็กเกิดก่อนกำหนด

  • เด็กน้ำหนักแรกเกิดต่ำ

  • เด็กที่มีโรคประจำตัว

  • เด็กในครอบครัวที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและโภชนาการ

     2. ภาวะโภชนาการเกิน (Over-nutrition)

    ปัจจุบันปัญหาโรคอ้วนในเด็กไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเมือง ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น

  • เบาหวาน

  • ความดันโลหิตสูง

  • ไขมันในเลือดผิดปกติ

     3. การขาดสารอาหารรอง (Micronutrient Deficiency)

     หรือที่เรียกว่า “Hidden Hunger” (ความหิวที่ซ่อนอยู่) ซึ่งถือเป็นปัญหาที่น่ากังวลที่สุด เพราะไม่สามารถสังเกตได้จากรูปลักษณ์ภายนอก

     เด็กอาจมีน้ำหนักปกติ หรือแม้กระทั่งมีภาวะอ้วน แต่ยังขาดสารอาหารสำคัญ เช่น

  • ธาตุเหล็ก

  • สังกะสี

  • วิตามินเอ

  • วิตามินดี

  • วิตามินบีรวม

  • แคลเซียม

     การขาดสารอาหารเหล่านี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ ภูมิคุ้มกัน และการเจริญเติบโตในระยะยาว

ภาวะขาดธาตุเหล็กในเด็กไทย ยังเป็นปัญหาสำคัญ

     รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล ระบุว่า หนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กไทย คือ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา ความจำ และสมาธิของเด็ก

     ดังนั้น การตรวจคัดกรองภาวะซีดในเด็กอายุ 9–12 เดือน จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม เพื่อประเมินระดับฮีโมโกลบินและภาวะขาดธาตุเหล็กตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

แนวทางป้องกัน Triple Burden ในเด็กไทย

อย่าพิจารณาเพียงรูปร่างภายนอก

     ผู้ปกครองไม่ควรเข้าใจว่าเด็กที่มีน้ำหนักปกติจะได้รับสารอาหารครบถ้วนเสมอไป โดยเฉพาะเด็กที่มีพฤติกรรมเลือกกินหรือกินอาหารซ้ำ ๆ ควรได้รับการประเมินด้านโภชนาการอย่างละเอียด

ส่งเสริมการกินอาหารที่หลากหลาย

     การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และมีความหลากหลายของชนิดอาหาร จะช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ (Gut Health) และลดความเสี่ยงของการขาดวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ

คัดกรองภาวะขาดสารอาหารอย่างสม่ำเสมอ

     ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตามช่วงวัย โดยเฉพาะการประเมินการเจริญเติบโต ภาวะซีด และพัฒนาการของเด็ก

ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้คำแนะนำของแพทย์

     ในกรณีเด็กกินยากหรือรับประทานอาหารได้ไม่หลากหลาย อาจพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับเด็ก เช่น Young Child Formula (YCF) หรือการเสริมวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ

โภชนาการที่ดี ไม่ใช่แค่ “อิ่ม” หรือ “อ้วน”

     รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล เน้นย้ำว่า การดูแลโภชนาการเด็กในปัจจุบันต้องมองลึกกว่าน้ำหนักตัวหรือส่วนสูง เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยอาจเผชิญภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุโดยไม่แสดงอาการชัดเจน

     การตระหนักรู้ถึงปัญหา Triple Burden การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ และการส่งเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและเหมาะสมตามวัย จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย สมอง และคุณภาพชีวิตในอนาคต