งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

ศิริราชเปิดใช้นวัตกรรม Impedance Planimetry แห่งแรกในประเทศไทย ยกระดับการวินิจฉัยโรคทางเดินอาหารแม่นยำระดับสากล

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นำนวัตกรรม Impedance Planimetry ตรวจโรคทางเดินอาหารแห่งแรกในประเทศไทย

Impedance Planimetry

     ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการแพทย์ นวัตกรรม และการวิจัยทางการแพทย์ของประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยี “Impedance Planimetry” มาใช้ในการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคทางเดินอาหารที่มีความซับซ้อน ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจทางการแพทย์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ

     แนวคิดดังกล่าวสะท้อนปรัชญาสำคัญของการแพทย์สมัยใหม่ที่ว่า

“เพราะการวินิจฉัยที่แม่นยำ คือ จุดเริ่มต้นของการรักษาที่ดีที่สุด”


ศิริราชยกระดับการรักษาโรคทางเดินอาหาร รองรับผู้ป่วยโรคซับซ้อน

ปัจจุบัน โรงพยาบาลศิริราช ภายใต้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็นหนึ่งในศูนย์การแพทย์ชั้นนำของประเทศไทย ที่มีศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยตั้งแต่ระดับปฐมภูมิไปจนถึงโรคซับซ้อนระดับตติยภูมิ โดยเฉพาะกลุ่มโรคระบบทางเดินอาหารและหลอดอาหารที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ

โรคที่พบบ่อย ได้แก่

  • โรคกลืนลำบาก (Dysphagia)
  • โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease : GERD)
  • โรคอะคาเลเซีย (Achalasia)
  • ภาวะหลอดอาหารส่วนปลายไม่คลายตัว
  • ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมชาย ลีลากุศลวงศ์ ผลักดันนวัตกรรมการวินิจฉัยเพื่อผู้ป่วยไทย

ภายใต้การบริหารงานของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมชาย ลีลากุศลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าศูนย์การเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร (Motility Center) และหัวหน้าศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาช่วยยกระดับการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของภาควิชาอายุรศาสตร์และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการรักษา การบริการ การวิจัย และการเรียนรู้ทางการแพทย์ระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด

“Real World Impact in Action and Research”

ซึ่งมุ่งพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์ การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ การดูแลรักษาโรคซับซ้อน และการสร้างนวัตกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในระดับประเทศและระดับโลก


Impedance Planimetry คืออะไร และช่วยผู้ป่วยอย่างไร

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมชาย ลีลากุศลวงศ์ กล่าวว่า เทคโนโลยี Impedance Planimetry เป็นนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยขั้นสูงที่สามารถประเมินการทำงานของหลอดอาหารและหูรูดทางเดินอาหารได้แบบ Real-Time โดยวัดทั้งแรงต้านและพื้นที่หน้าตัดภายในอวัยวะ ทำให้แพทย์สามารถประเมิน

  • การบีบตัวของหลอดอาหาร
  • ความยืดหยุ่นของผนังหลอดอาหาร
  • การทำงานของหูรูดทางเดินอาหาร
  • ความรุนแรงของโรคที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร

ได้อย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น


จุดเด่นเหนือการตรวจแบบเดิม ลดความไม่สบายตัวของผู้ป่วย

จุดเด่นสำคัญของ Impedance Planimetry คือสามารถทำร่วมกับการส่องกล้องทางเดินอาหารในขณะที่ผู้ป่วยได้รับยานอนหลับ ช่วยลดความไม่สบายตัวและความกังวลระหว่างการตรวจ

แตกต่างจากการตรวจแบบ High Resolution Manometry (HRM) ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรู้สึกตัวและปฏิบัติตามขั้นตอนการตรวจตลอดกระบวนการ

นอกจากนี้ยังช่วยให้แพทย์สามารถประเมินผลการรักษาได้ทันทีระหว่างทำหัตถการ เช่น การขยายหลอดอาหารในผู้ป่วยโรคอะคาเลเซีย (Achalasia) โดยสามารถวัดค่าความตึงตัวของหลอดอาหาร เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน และปรับแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาในระยะยาว


สะท้อนความมุ่งมั่นของศิริราชสู่มาตรฐานการแพทย์ระดับโลก

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมชาย ลีลากุศลวงศ์ กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่มาใช้ ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มศักยภาพในการรักษาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การเรียนการสอน และการวิจัยทางการแพทย์ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยและสังคมไทย


แนะประชาชนอย่าละเลยสัญญาณเตือนโรคทางเดินอาหาร

ในช่วงท้าย ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมชาย ลีลากุศลวงศ์ ฝากถึงประชาชนว่า หากมีอาการผิดปกติ เช่น

  • กลืนลำบาก
  • แน่นหน้าอก
  • แสบร้อนกลางอกเรื้อรัง
  • เรอบ่อยผิดปกติ
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารต่อเนื่อง

ควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พร้อมแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขภาพด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด งดสูบบุหรี่ ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันโรคระบบทางเดินอาหารในระยะยาว