งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

บพท. จับมือ จุฬาฯ พัฒนาโมเดล CDSIE ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมโคนมไทย เพิ่มรายได้เกษตรกรกว่า 39 ล้านบาทต่อปี สร้างผลตอบแทนวิจัยสูงถึง 749%

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาระบบนิเวศธุรกิจโคนมไทยด้วยโมเดล Chula Dairy Social Integrated Enterprise (CDSIE) เชื่อมเกษตรกร สหกรณ์ เทคโนโลยี และตลาด เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพน้ำนม และสร้างรายได้เพิ่มกว่า 39 ล้านบาทต่อปี

โมเดล CDSIE

กรุงเทพมหานคร – หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยสู่ความยั่งยืน ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนิน “โครงการพัฒนากลไกการสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมไทยเพื่อความยั่งยืน” โดยพัฒนาโมเดล Chula Dairy Social Integrated Enterprise (CDSIE) เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมที่เชื่อมโยงเกษตรกร สหกรณ์ เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ปัจจุบันอุตสาหกรรมโคนมไทยมีประวัติการดำเนินงานยาวนานกว่า 60 ปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งการพึ่งพาการนำเข้านมผงจากต่างประเทศ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของปัจจัยทางเศรษฐกิจ รายได้เกษตรกรที่ไม่แน่นอน และข้อจำกัดในการบริหารจัดการของสหกรณ์โคนมในหลายพื้นที่

โครงการดังกล่าวจึงมุ่งเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาจากการแก้ไขเฉพาะจุด ไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสังคม” (Social Innovation Ecosystem) ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมโคนมไทย ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สหกรณ์โคนม หน่วยบริการสัตวแพทย์ สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

หัวใจสำคัญของโครงการคือการพัฒนาโมเดล Chula Dairy Social Integrated Enterprise (CDSIE) ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมกึ่งธุรกิจ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงฟาร์มโคนม สหกรณ์ ฐานข้อมูล เทคโนโลยี และตลาด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมโคนมไทย

โมเดล CDSIE ได้ออกแบบกลไกการทำงานครอบคลุม 8 มิติสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเกษตรกรแกนนำ การปรับบทบาทสหกรณ์ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนา การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้เสมือนจริง 360 องศา การประยุกต์ใช้ข้อมูลดิจิทัลและเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ การพัฒนาธุรกิจอาหารสัตว์ การยกระดับห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำนม และการขยายผลโมเดลไปยังสหกรณ์โคนมอื่นทั่วประเทศ

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของโครงการคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบข้อมูลมาใช้ในการบริหารจัดการฟาร์มโคนม โดยเกษตรกรสามารถใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการฟาร์ม ระบบบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลรายฟาร์ม เซนเซอร์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อติดตามสุขภาพโคนม วิเคราะห์พฤติกรรมการเลี้ยง และตรวจจับภาวะเป็นสัด ช่วยเพิ่มอัตราการผสมติด ลดความสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบ

นอกจากนี้ โครงการยังได้พัฒนา Virtual Farm Learning Center หรือศูนย์เรียนรู้ฟาร์มโคนมเสมือนจริง 360 องศา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการฟาร์มที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ช่วยยกระดับองค์ความรู้ของเกษตรกรและบุคลากรในอุตสาหกรรมโคนม

อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญคือการยกระดับบทบาทของสหกรณ์โคนม จากเดิมที่ทำหน้าที่เป็นเพียงจุดรับซื้อน้ำนมดิบ ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล การให้บริการ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถพัฒนาศักยภาพได้เทียบเท่าฟาร์มขนาดใหญ่

โครงการยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบและมาตรฐานอาหารสัตว์ โดยส่งเสริมแนวคิด “การจ่ายราคาตามคุณภาพ” (Quality-Based Payment) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับปรุงมาตรฐานการผลิตและผลิตน้ำนมดิบคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว

ผลการดำเนินงานจากฟาร์มนำร่องจำนวน 42 ฟาร์ม พบว่า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และการบริหารจัดการเชิงระบบ สามารถสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยช่วยเพิ่มรายได้รวมของเกษตรกรร้อยละ 38.4 คิดเป็นมูลค่า 39,083,359 บาทต่อปี เพิ่มปริมาณน้ำนมดิบร้อยละ 23.3 หรือ 1,220,918 กิโลกรัมต่อปี และช่วยลดภาระหนี้สินเฉลี่ยของเกษตรกรลงร้อยละ 3.1

ในด้านผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการวิจัย (Research Return on Investment: ROI) โครงการสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงถึงร้อยละ 749.01 หรือเทียบเท่ากับเงินลงทุนวิจัยทุก 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้ถึง 7.49 บาท

ความสำเร็จของโมเดล CDSIE สะท้อนให้เห็นว่า อนาคตของอุตสาหกรรมโคนมไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างระบบนิเวศที่เข้มแข็ง การบริหารจัดการด้วยข้อมูล การพัฒนาคุณภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรโคนมไทยและสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างยั่งยืน