วช. ผนึก สทนช. และ สอศ. MOU บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ พลิกอนาคตไทย แก้ PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วประเทศ
วช. จับมือ สทนช. และ สอศ. ลงนาม MOU บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ พลิกอนาคตไทย แก้ PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วประเทศ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักนายกรัฐมนตรี และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ลงนาม บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำและการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พร้อมจัดเวทีเสวนา "พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย" ภายในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และกำลังคนในการแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน
พิธีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด "Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน"
วช. ชูงานวิจัยเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายบริหารจัดการน้ำ
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น
วช. พร้อมสนับสนุนการนำองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านน้ำไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายและการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จริง ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัย มหาวิทยาลัย และหน่วยงานวิชาการทั่วประเทศ พร้อมเชื่อมั่นว่าการผสานองค์ความรู้ด้านวิจัยกับกลไกนโยบายของ สทนช. และกำลังคนอาชีวศึกษาของ สอศ. จะสร้างระบบการทำงานครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปจนถึงการขยายผลสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
สทนช. เดินหน้าบูรณาการนโยบาย วิชาการ และกำลังคน
ทนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการ "นโยบาย วิชาการ และกำลังคน" เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ
โดย สทนช. จะทำหน้าที่กำหนดทิศทางและผลักดันการใช้ข้อมูล งานวิจัย และนวัตกรรมในการกำหนดนโยบาย ขณะที่ วช. สนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ส่วน สอศ. จะร่วมพัฒนากำลังคนเชิงปฏิบัติในพื้นที่ พร้อมร่วมกันพัฒนาระบบสารสนเทศ ระบบเตือนภัย และแผนบริหารจัดการน้ำที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
สอศ. สนับสนุนกำลังคนอาชีวศึกษาเชื่อมงานวิจัยสู่พื้นที่
นางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และกำลังคนอาชีวศึกษาให้สามารถนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้จริงในพื้นที่ ทั้งด้านการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบเตือนภัย และการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว
MOU มุ่งสร้างต้นแบบบริหารจัดการน้ำ ลดภัยแล้ง-น้ำท่วม
ความร่วมมือระหว่างทั้งสามหน่วยงานจะครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูล งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศไทย
นักวิชาการชี้งานวิจัยคือคำตอบความมั่นคงน้ำและแก้ PM2.5
ภายในงานได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. "น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด" กล่าวถึงการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ รองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ ยังมีการปาฐกถาพิเศษโดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. "น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด" ในหัวข้อ "การเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย: ความท้าทายเชิงระบบและทางออกเชิงวิจัย"
อีกทั้ง ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. "ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน)" ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "หยุดฝุ่น: ประเทศไทยพร้อม 'ลงมือทำ' หรือยังติดกับดักวาทกรรม" พร้อมเสนอแนวทางใช้งานวิจัยสนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม
เวทีเสวนาระดมผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและสิ่งแวดล้อม
การเสวนาหัวข้อ "พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย" มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประกอบด้วย
รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. "น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด"
นายประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญ "ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน)"
ศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
นายธีระพงษ์ วิมลจิตรานนท์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ
นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
นายเลอบุญ อุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) กรมชลประทาน
วช. เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง
การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ ผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาควิชาการ เพื่อนำองค์ความรู้ไปใช้ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน
ทั้งนี้ งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

