งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

วช. ยกระดับ “สารอะมิโนจากพืช” ด้วย ววน. หนุนเกษตรกรศรีสะเกษสู่ “นวัตกรต้นแบบ” สร้างเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

วช. เดินหน้าขยายผลวิจัยสารอะมิโนจากพืช ยกระดับเกษตรกรศรีสะเกษเป็นนวัตกรต้นแบบ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

สารอะมิโนจากพืช

     ศรีสะเกษ, 7 มิถุนายน 2569 – สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชน ผ่านการสนับสนุน “โครงการวิจัยขยายผลการสกัดสารอะมิโนจากพืชเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียง” โดยมุ่งยกระดับเกษตรกรให้เป็น “นวัตกรต้นแบบ” สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และต่อยอดนวัตกรรมสู่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

     กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนศรีสะเกษเกื้อกูลเกษตรกรไทย ตำบลโพนข่า อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต้อนรับในนามจังหวัดศรีสะเกษ, นายเพิ่มพล เจริญวรรณ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโพนข่า อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต้อนรับในนามพื้นที่ และ นายพิเชษฐ์ พรมโสภา หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวรายงานผลการดำเนินงาน

วช. ชูงานวิจัยสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

     ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของการนำระบบ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาภาคการเกษตร โดยสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตสารสกัดอะมิโนจากพืชให้แก่เกษตรกร พร้อมยกระดับสู่การเป็น “นวัตกรต้นแบบ” ที่สามารถขยายผลความรู้สู่เครือข่ายชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตร และสร้างรายได้ใหม่ให้แก่เกษตรกร ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

     “วช. มุ่งหวังให้งานวิจัยและนวัตกรรมสามารถเข้าถึงประชาชนได้จริง เกิดประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยในระยะยาว” ดร.วิภารัตน์ กล่าว

จังหวัดศรีสะเกษหนุนเกษตรนวัตกรรม สร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจฐานราก

     นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า จังหวัดศรีสะเกษให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการเกษตรควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยมุ่งบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก

     โครงการวิจัยดังกล่าวจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเสริมศักยภาพให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเกษตรในอนาคต

ตำบลโพนข่า ต้นแบบการพัฒนาชุมชนด้วยงานวิจัย

     ด้าน นายเพิ่มพล เจริญวรรณ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโพนข่า อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ในนามของพื้นที่ตำบลโพนข่า ขอขอบคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะนักวิจัย และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทย และเลือกพื้นที่ตำบลโพนข่าเป็นพื้นที่ดำเนินโครงการในปีงบประมาณ 2569

     องค์ความรู้และนวัตกรรมที่ได้รับจากโครงการจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และสามารถขยายผลไปยังเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน รวมถึงเกษตรกรในจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างกว้างขวาง

นักวิจัยชี้ “สารอะมิโนจากพืช” ทางเลือกใหม่เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนเกษตรกร

     นายพิเชษฐ์ พรมโสภา หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า โครงการได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และดำเนินงานร่วมกับ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนศรีสะเกษเกื้อกูลเกษตรกรไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตสารสกัดอะมิโนจากพืช โดยใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบหลัก

     นอกจากช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังเป็นการสร้างบุคลากรต้นแบบในชุมชนที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ ขยายผลนวัตกรรม และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับท้องถิ่น

วช. ผลักดัน “เกษตรกรนวัตกร” สู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

       ก​ารดำเนินโครงการครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะการยกระดับเกษตรกรสู่การเป็น “นวัตกรต้นแบบ” ที่สามารถสร้างองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาชุมชนของตนเองได้

      นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน