นักวิจัยมาเลเซียใช้แสงซินโครตรอนไทย สืบค้นโบราณวัตถุร่องรอยวิถีชีวิตมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ร่วมศึกษาตัวอย่างโบราณคดีจากหุบเขาเนงกีรี ประเทศมาเลเซีย พบแร่ธาตุและอินทรียวัตถุสำคัญ ช่วยไขปริศนาการดำรงชีวิตของมนุษย์ยุคก่อนนีโอลิธิก

นครราชสีมา – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปุตรามาเลเซีย (University Putra Malaysia: UPM) ใช้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนศึกษาตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณอายุประมาณ 16,000 ปี ซึ่งขุดค้นพบจากแหล่งโบราณคดีในหุบเขาเนงกีรี (Nenggiri Valley) ประเทศมาเลเซีย นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำตัวอย่างโบราณคดีของมาเลเซียมาวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนในประเทศไทย เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกระดับโมเลกุลที่ห้องปฏิบัติการทั่วไปไม่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้
การศึกษาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อค้นหาร่องรอยองค์ประกอบทางเคมี แร่ธาตุ และสารอินทรีย์ที่หลงเหลืออยู่ในภาชนะดินเผาโบราณ ซึ่งจะช่วยให้นักโบราณคดีสามารถทำความเข้าใจวิถีชีวิต การบริโภคอาหาร และวัฒนธรรมของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
แหล่งโบราณคดีสำคัญในหุบเขาเนงกีรี ตั้งอยู่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กว่า 200 กิโลเมตร ภายในพื้นที่ดังกล่าวมีถ้ำหินปูนจำนวนมากที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยของมนุษย์ในอดีต โดยนักโบราณคดีได้ขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์จำนวน 16 ร่าง ส่วนใหญ่ถูกฝังในลักษณะงอเข่าหรือท่าขดตัว ซึ่งเป็นรูปแบบการฝังศพที่พบในสังคมมนุษย์ยุคก่อนนีโอลิธิก อายุประมาณ 14,000-16,000 ปี นอกจากนี้ยังพบกระดูกสัตว์และเศษภาชนะดินเผากระจายอยู่โดยรอบหลุมฝังศพ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต
คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปุตรามาเลเซีย ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.โมห์ด บุชยารุดดิน บิน อับดุล ราห์มาน (Professor Dr. Mohd Busyaruddin Bin Abdul Rahman) ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี, รองศาสตราจารย์ ดร.เช อาซูราฮานิม เช อับดุลลาห์ (Associate Professor Dr. Che Azurahanim Che Abdullah) ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ และ ดร.โมห์ด โรไฮซัต อับดุล วาฮับ (Dr. Mohd Rohaizat Abdul Wahab) ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี ได้นำตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณดังกล่าวมาศึกษาที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จังหวัดนครราชสีมา
ศาสตราจารย์ ดร.โมห์ด บุชยารุดดิน บิน อับดุล ราห์มาน กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการโบราณคดีมาเลเซีย เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการใช้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนในการวิเคราะห์ตัวอย่างโบราณคดีของประเทศ โดยมุ่งศึกษาหมู่ฟังก์ชันทางเคมี ฟอสเฟต และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่อาจหลงเหลืออยู่ภายในภาชนะดินเผา เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอดีต
นอกจากนี้ คณะวิจัยยังใช้เทคนิคอินฟราเรดไมโครสเปกโทรสโกปีด้วยแสงซินโครตรอน (Synchrotron Radiation Fourier Transform Infrared Microspectroscopy : SR-μFTIR) ซึ่งสามารถตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีในระดับโมเลกุล และศึกษาการกระจายตัวเชิงพื้นที่ของสารต่าง ๆ ภายในตัวอย่างได้อย่างละเอียด ช่วยให้นักวิจัยสามารถสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการบริโภคอาหาร การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และพฤติกรรมของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า ภาชนะดินเผาโบราณมีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิกา (Silica) เคโอลิไนต์ (Kaolinite) ซึ่งเป็นแร่ดินเหนียวสีขาว และควอตซ์ (Quartz) โดยโครงสร้างทางเคมีของวัสดุบางส่วนมีการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการเผาและสภาพแวดล้อมระหว่างการฝังกลบเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังตรวจพบสารอินทรีย์ประเภทเรซิน (Resin) ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการใช้งานภาชนะหรือพิธีกรรมในอดีต อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาร่วมกับเทคนิควิเคราะห์อื่นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการค้นพบดังกล่าว
ศาสตราจารย์ ดร.โมห์ด บุชยารุดดิน บิน อับดุล ราห์มาน กล่าวว่า จากประสบการณ์ด้านการวิจัยมากกว่า 30 ปี เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาวัสดุในระดับอะตอมและโมเลกุลได้อย่างละเอียด จึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการวิจัยสมัยใหม่ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับงานวิจัยโบราณคดีและวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของทั้งสองประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้นักวิจัยรุ่นใหม่จากภูมิภาคอาเซียนและนานาชาติเข้ามาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนมากยิ่งขึ้น
ความสำเร็จของการศึกษาครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ชั้นสูงของประเทศไทย ที่พร้อมสนับสนุนงานวิจัยระดับนานาชาติ และต่อยอดองค์ความรู้ด้านโบราณคดี มานุษยวิทยา และประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ผ่านการใช้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนเพื่อเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากหลักฐานทางโบราณคดีที่มีอายุนับหมื่นปี
