งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

วช. หนุนวิจัย “DustBoy-DustGirl” พัฒนาห้องลดฝุ่นแรงดันบวกอัจฉริยะ รับมือ PM2.5 ภาคเหนือ ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน

วช. หนุนทุนวิจัย “นวัตกรรมห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์” ขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศไทยสู่สังคมอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน

    เชียงใหม่ – ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ยังคงเป็นวิกฤตสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้งและฤดูร้อน ล่าสุด สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนา “นวัตกรรมห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์” หรือ “DustBoy” และ “DustGirl” เพื่อสร้างพื้นที่อากาศสะอาดให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่ “สังคมอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน”

     โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยทีมนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในโครงการ “ห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์สำหรับกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือ”

วช. ชูงานวิจัยรับมือ PM2.5 เชิงรุก เชื่อมเทคโนโลยี-ชุมชน-ข้อมูลอัจฉริยะ

     ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยีข้อมูล การลดการเผาในภาคเกษตร การจัดการไฟป่า การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ และการมีส่วนร่วมของชุมชน

     พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชน เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการคุณภาพอากาศที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ลดผลกระทบด้านสุขภาพ และผลักดันประเทศไทยสู่การมีอากาศสะอาดอย่างยั่งยืนในระยะยาว

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนา “DustBoy-DustGirl” สร้างห้องปลอดฝุ่นสำหรับกลุ่มเสี่ยง

     ด้าน ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล เปิดเผยว่า พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดเชียงราย และจังหวัดพะเยา เผชิญปัญหาค่าฝุ่น PM2.5 สูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี ส่งผลให้ประชาชนมีความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคปอดเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

     กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ
  • เด็กเล็กอายุ 2–4 ปี
  • ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
  • ประชาชนที่อาศัยใกล้โรงงานอุตสาหกรรม
  • ผู้ปฏิบัติงานกลางแจ้งในพื้นที่เสี่ยงสูง

    ทีมวิจัยจึงพัฒนา “DustBoy” ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศระดับชุมชนผ่านเครือข่ายเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ และ “DustGirl” ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารควบคู่การควบคุมเครื่องเติมอากาศ เพื่อจัดทำ “ห้องปลอดฝุ่นแรงดันบวก” สำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง

ระบบแรงดันบวกอัจฉริยะ ลด PM2.5 แบบเรียลไทม์

     นวัตกรรมดังกล่าวใช้หลักการ “ระบบแรงดันบวก” (Positive Pressure System) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมสภาวะแวดล้อม โดยระบบจะเติมอากาศบริสุทธิ์ที่ผ่านการกรองประสิทธิภาพสูงเข้าสู่ภายในห้อง ทำให้ความดันอากาศภายในสูงกว่าภายนอกเล็กน้อย เพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 และมลพิษรั่วไหลเข้าสู่พื้นที่ปิด

     ภายในระบบยังติดตั้ง “ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ” (Smart Monitoring System) ที่สามารถตรวจวัดและรายงานข้อมูลแบบ Real-time ผ่านระบบคลาวด์ ประกอบด้วยการตรวจวัดค่า

  • PM2.5
  • VOC
  • CO2
  • อุณหภูมิ
  • ความชื้น

     ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถติดตามคุณภาพอากาศและบริหารจัดการพื้นที่ปลอดฝุ่นได้อย่างแม่นยำ รวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อวางแผนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

ติดตั้งแล้ว 65 ห้อง 138 เครื่อง ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภาคเหนือ

     ปัจจุบัน โครงการได้ติดตั้งห้องลดฝุ่นแรงดันบวกแล้วจำนวน 65 ห้อง รวม 138 เครื่อง ในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ โดยคาดว่าจะช่วยให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงพื้นที่อากาศสะอาดได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการสัมผัสฝุ่น PM2.5 และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

วช. เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

     ความสำเร็จของโครงการ “DustBoy-DustGirl” ถือเป็นอีกตัวอย่างสำคัญของการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการบูรณาการเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับการจัดการเชิงพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการรับมือวิกฤต PM2.5 และการพัฒนาสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

     ทั้งนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ยังคงเดินหน้าสนับสนุนทุนวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสุขภาพ และนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับประเทศและระดับชุมชนต่อไป