เห็ดเผาะไม่ต้องเผาป่า! นักวิจัยไทยเปิดทางแก้ PM2.5 สร้างรายได้ชุมชนเหนือ
วช. หนุนงานวิจัย “เห็ดเผาะไม่ต้องพึ่งไฟป่า” ชูโมเดล “แนวกันไฟเห็ดเผาะ” ลด PM2.5 สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชนภาคเหนือ

เชียงราย – ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยยังคงเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ถูกกล่าวถึงมาอย่างยาวนาน คือความเชื่อของชาวบ้านบางพื้นที่ที่มองว่า “การเผาป่าช่วยให้เห็ดเผาะ หรือเห็ดถอบ ออกดอกจำนวนมาก” เพื่อเก็บไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้ครอบครัว
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พบว่า “เห็ดเผาะ” ไม่ได้ต้องพึ่งพาไฟป่าโดยตรงในการเจริญเติบโต พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่โมเดล “แนวกันไฟเห็ดเผาะ” ที่ช่วยลดการเผาป่า ควบคู่กับการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้ชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือ
งานวิจัยดังกล่าวดำเนินการภายใต้โครงการ “การใช้เห็ดป่าไมคอร์ไรซาเพื่อแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันอย่างยั่งยืน” โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ภายใต้แผนงานประเด็นมุ่งเป้าตามยุทธศาสตร์ ววน. “แผนงานประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือ)” และได้รับความร่วมมือจาก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในการทดลองและขยายผลระดับพื้นที่
โครงการมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตรตรา เพียภูเขียว ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ขับเคลื่อนองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ผลการศึกษาระบุว่า “เห็ดเผาะ” หรือ “เห็ดถอบ” จัดอยู่ในกลุ่มเห็ดไมคอร์ไรซา (Mycorrhiza) ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกับรากพืช โดยเห็ดจะรับน้ำตาลจากพืช ขณะที่พืชได้รับน้ำและแร่ธาตุจากเส้นใยของเห็ด พืชอาศัยสำคัญในประเทศไทย ได้แก่ ไม้วงศ์ยาง เช่น เต็ง รัง พลวง เหียง ยางนา และตะเคียนทอง ซึ่งพบได้มากในพื้นที่ป่าเต็งรัง
นักวิจัยอธิบายว่า สาเหตุที่ประชาชนมักพบเห็ดเผาะจำนวนมากหลังเกิดไฟป่า ไม่ได้หมายความว่าไฟเป็นปัจจัยจำเป็นต่อการเกิดเห็ด แต่เป็นเพราะไฟช่วยเปิดพื้นที่ ลดเศษใบไม้ และทำให้แสงแดดส่องถึงพื้นป่า ส่งผลให้มองเห็นเห็ดได้ง่ายขึ้น รวมถึงสภาพพื้นที่โล่งบางช่วงเวลาอาจเอื้อต่อการออกดอกของเห็ดมากขึ้น
จากองค์ความรู้ดังกล่าว ทีมวิจัยจึงพัฒนาแนวคิด “แนวกันไฟเห็ดเผาะ” โดยใช้พื้นที่แนวกันไฟในป่าชุมชนเป็นพื้นที่ทดลองเติมหัวเชื้อสปอร์และเส้นใยเห็ดเผาะ เพื่อเพิ่มผลผลิตเห็ดในธรรมชาติ ควบคู่กับการป้องกันไฟป่าและลดการเผาพื้นที่ป่า
ปัจจุบันโครงการได้ดำเนินงานในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านตอง ตำบลครึ่ง และป่าชุมชนบ้านแก่นเจริญ ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตรตรา เพียภูเขียว กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวช่วยเปลี่ยนผ่าน “ความเชื่อ” ไปสู่ “ความรู้ทางวิทยาศาสตร์” พร้อมสร้างแรงจูงใจใหม่ให้ชุมชนหันมาดูแลทรัพยากรป่าไม้ เพราะป่าที่สมบูรณ์สามารถสร้างรายได้จากเห็ดป่าได้โดยไม่จำเป็นต้องเผาป่าเหมือนในอดีต
งานวิจัยนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญในการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือในระยะยาว
