ดราม่าสนั่น! หิ้ว “ไส้ยาสูบแบบความร้อน” จากญี่ปุ่นเข้าไทย ผิดกฎหมายไหม?
ดราม่าโซเชียลร้อนแรง! ชาวเน็ตถก “ไส้ยาสูบแบบให้ความร้อน” หิ้วกลับจากญี่ปุ่นได้หรือไม่? จับตากฎหมายไทยยังไร้ความชัดเจน

กรุงเทพฯ – ประเด็นการนำเข้า “ไส้ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน” (Heat-Not-Burn Tobacco Products) จากประเทศญี่ปุ่น กลายเป็นหัวข้อร้อนบนโลกออนไลน์ของไทยอีกครั้ง หลังสมาชิกในกลุ่มท่องเที่ยวชื่อดัง “กลุ่มชอบตะลอนเที่ยวญี่ปุ่น” ซึ่งมีสมาชิกมากกว่าหนึ่งล้านคน ตั้งคำถามถึงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการนำ “ไส้ยาสูบแบบให้ความร้อน” กลับเข้าประเทศไทย ว่าสามารถทำได้หรือไม่ และมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่
กระแสการถกเถียงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความสับสนของผู้บริโภคจำนวนมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภท Heat-Not-Burn ถูกกฎหมายและวางจำหน่ายทั่วไปในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แต่ในประเทศไทยยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าต้องห้ามนำเข้าเช่นเดียวกับบุหรี่ไฟฟ้า ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานรัฐ
ผู้ใช้งานโซเชียลจำนวนมากแสดงความคิดเห็นหลากหลายมุม โดยบางส่วนเข้าใจว่า “ตัวไส้” ที่มีส่วนประกอบของใบยาสูบจริง อาจสามารถนำเข้ามาได้ในปริมาณจำกัดไม่เกิน 1 คอตตอน คล้ายบุหรี่มวนทั่วไป ขณะที่อีกหลายคนมองว่าในทางปฏิบัติยังถือเป็น “พื้นที่สีเทา” และมีความเสี่ยงถูกตรวจยึดโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรหากนำเข้าประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งแชร์ประสบการณ์ตรงจากประเทศญี่ปุ่นว่า พนักงานร้านค้าหลายแห่งซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Heat-Not-Burn ให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างชัดเจนว่า แม้สินค้าจะถูกกฎหมายในญี่ปุ่น แต่ยังถือว่ามีความเสี่ยงทางกฎหมายเมื่อนำกลับเข้าประเทศไทย และอาจถูกยึดหรือดำเนินคดีได้
ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางภายหลังเพจประชาสัมพันธ์ของกรมศุลกากรเผยแพร่ข่าวการจับกุมผู้โดยสารชาวไทยหลายราย ซึ่งลักลอบนำเข้าไส้ยาสูบแบบให้ความร้อนจากประเทศญี่ปุ่นรวมกว่า 100,000 มวน เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดกระแสคอมเมนต์จำนวนมากจากประชาชนที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมาย การใช้งานจริงในต่างประเทศ ตลอดจนผลกระทบด้านสุขภาพและสังคม
ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศที่มีมาตรการด้านสาธารณสุขและระเบียบสังคมเข้มงวด กลับอนุญาตให้ใช้และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภท Heat-Not-Burn อย่างถูกกฎหมาย ภายใต้ระบบภาษีและการควบคุมของรัฐ เนื่องจากมีข้อมูลวิจัยบางส่วนที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจก่อสารพิษน้อยกว่าบุหรี่มวน เพราะไม่มีการเผาไหม้โดยตรง ลดกลิ่นรบกวน และไม่มีเถ้าบุหรี่
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและหน่วยงานด้านสาธารณสุขหลายฝ่ายยังคงเตือนว่า ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิดยังคงมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ และการใช้งานควรอยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการป้องกันการเข้าถึงของเยาวชน
ปัจจุบัน สถานะทางกฎหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อนในประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนในเชิงปฏิบัติสำหรับ “ตัวไส้ยาสูบ” โดยยังถูกตีความเชื่อมโยงกับสินค้าต้องห้ามนำเข้าตามประกาศกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ผู้เดินทางจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าการนำเข้าปริมาณเล็กน้อยเพื่อใช้ส่วนตัวจะเข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติศุลกากรหรือไม่
นักวิเคราะห์มองว่า กระแสดราม่าครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องว่างทางนโยบาย” ระหว่างเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ยาสูบยุคใหม่กับกฎหมายไทยที่ยังไม่ปรับตัวทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงความต้องการให้ภาครัฐออกแนวทางที่ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการลักลอบนำเข้าและความสับสนของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและภาษีศุลกากรแนะนำว่า ผู้เดินทางควรตรวจสอบข้อกฎหมายล่าสุดจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องก่อนนำผลิตภัณฑ์ใด ๆ เข้าประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านกฎหมาย การถูกยึดสินค้า หรือการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรของประเทศไทย
ลิ้งโพสจับกุมของศุลกากร
https://www.facebook.com/share/p/18YB4dAcy1
#บุหรี่ไฟฟ้า #HeatNotBurn #IQOS #ญี่ปุ่น #กรมศุลกากร #กฎหมายไทย #ยาสูบแบบให้ความร้อน #ข่าววันนี้ #นักท่องเที่ยว #Japan #Thailand #PMTA #พาณิชย์ #ศุลกากร #ข่าวโซเชียล
