วช. ผนึก วว. ดันนวัตกรรมสู้ PM2.5 แก้ปัญหาเผาเกษตรเชียงราย สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน
วช. หนุน วว. นำนวัตกรรมแก้ปัญหา PM2.5 ต่อยอดงานวิจัยสู่ชุมชนเชียงราย ลดการเผา-เพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเกษตรอย่างยั่งยืน

เชียงราย – วันที่ 1 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ลงพื้นที่ส่งมอบนวัตกรรมและติดตามผลการดำเนินงานโครงการ “นวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน” ณ ศูนย์ฝึกอบรมและสาธิตการแปรรูปวัสดุชีวภาพเพื่อการใช้ประโยชน์ระดับชุมชน วัดหนองปึ๋ง ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
การดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือปัญหา ฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือ ซึ่งยังคงเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในปี 2569 โดยเน้นการลดการเผาในพื้นที่เกษตร และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งให้เกิดมูลค่าเพิ่ม
ภายในงานมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงบทบาทของ วช. ในการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง พร้อมด้วย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. รายงานผลการดำเนินงาน และนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้การต้อนรับ
ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะการลดการเผาในที่โล่งซึ่งเป็นสาเหตุหลักของฝุ่น PM2.5 พร้อมผลักดันการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรสามารถจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ด้าน ผศ.ดร.วีรชัย เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงรายมีเศษวัสดุทางการเกษตรมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้ โดย วว. ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำคัญลงสู่พื้นที่ ได้แก่
- แอปพลิเคชัน Agri-PM2.5 เชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้รับซื้อชีวมวล
- นวัตกรรมการผลิต ไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อลดการเผาและปรับปรุงดิน
- วัสดุกรองอากาศจากเศษวัสดุการเกษตร
- เจลหน่วงไฟ ลดความเสี่ยงไฟป่า
- ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจากวัสดุเหลือใช้
นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดจุดความร้อน (Hotspot) แต่ยังสร้างรายได้ใหม่ให้กับชุมชนในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ขณะที่ นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุว่า ปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากทั้งการเผาในประเทศและหมอกควันข้ามแดน การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดการเผาจึงเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นในภาคเหนือได้
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการส่งมอบ “ศาลาฮอมบุญ” ซึ่งก่อสร้างจากบล็อกประสานไบโอชาร์ นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างจากเศษวัสดุการเกษตร สะท้อนการนำงานวิจัยมาต่อยอดใช้จริงในชุมชน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ วช. และ วว. ตั้งเป้าผลักดันพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดเชียงรายให้เป็นโมเดลการจัดการปัญหา PM2.5 ระดับประเทศ โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักวิจัย และชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดมลพิษ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
