งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

บ้านเหมืองกุง พลิกโฉมจากชุมชนช่างปั้น สู่ชุมชนหัตถศิลป์ ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์

บ้านเหมืองกุง จังหวัดเชียงใหม่ พลิกโฉมจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์” ด้วยงานวิจัยยกระดับภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผาล้านนา สร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเพิ่มรายได้ให้ชุมชน

บ้านเหมืองกุง

“บ้านเหมืองกุง” ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนผลิต เครื่องปั้นดินเผาล้านนา ที่มีประวัติยาวนานกว่า 200 ปี โดยเครื่องปั้นดินเผาของชุมชนถูกใช้ในพิธีกรรมและประเพณีสำคัญของชาวล้านนา เช่น ประเพณียี่เป็ง การถวายสังฆทาน รวมถึงการใช้ในชีวิตประจำวัน และยังคงสืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปหัตถกรรมที่สำคัญของนักศึกษาและผู้สนใจศิลปะในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้อาชีพ ช่างปั้นดินเผา ในชุมชนเริ่มลดจำนวนลง เนื่องจากสินค้าอุตสาหกรรมจากโรงงานเข้ามาแทนที่ ส่งผลให้รายได้จากงานหัตถกรรมไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

นายวชิระ สีจันทร์ อายุ 50 ปี ช่างปั้นดินเผารุ่นที่ 4 ของครอบครัว เปิดเผยว่า เดิมทีบ้านเหมืองกุงมีช่างปั้นมากกว่า 30 คน แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 10 คน และส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 50 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจสืบทอดอาชีพ เนื่องจากรายได้ไม่มั่นคง

งานวิจัยยกระดับชุมชนเครื่องปั้นดินเผาเชียงใหม่

ดร.ภาสินี ศิริประภา คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา กล่าวว่า แม้ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาของบ้านเหมืองกุงจะยังมีความต้องการในตลาด แต่ระบบการค้าดั้งเดิมที่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ช่างปั้นไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้เอง ส่งผลให้ราคาขายต่ำเมื่อเทียบกับทักษะและแรงงาน

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงเกิด โครงการการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าศิลปหัตถกรรมดินปั้นบนฐานทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบวิจัย การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises) ที่สนับสนุนโดย
สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

เป้าหมายสำคัญของโครงการคือ การเปลี่ยนตลาดเครื่องปั้นดินเผาจากตลาดดั้งเดิม สู่ตลาดงานสร้างสรรค์ (Creative Market) ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ เรื่องราวของงาน ศิลปะ และตัวตนของผู้ผลิต มากกว่าการมองเป็นเพียงสินค้าใช้สอยทั่วไป

พัฒนาผลิตภัณฑ์ Tableware เพิ่มมูลค่าเครื่องปั้นดินเผา

หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของงานวิจัยคือการพัฒนา ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาเคลือบประเภท Tableware เช่น จาน ชาม และภาชนะบนโต๊ะอาหาร ที่ผสมผสานอัตลักษณ์งานปั้นล้านนากับการใช้งานร่วมสมัย

ทีมวิจัยยังนำความรู้ด้าน วัสดุศาสตร์ มาปรับปรุงกระบวนการเผาดินให้ทนความร้อนสูง พร้อมรักษาเทคนิคการปั้นแบบดั้งเดิมของชุมชน

เมื่อผลิตภัณฑ์ถูกนำไปทดลองตลาด พบว่าได้รับความสนใจจาก โรงแรม ร้านอาหาร และภัตตาคาร ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ช่างปั้นมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,000–5,000 บาทต่อเดือน

ช่างปั้นรุ่นใหม่เริ่มกลับคืนสู่ชุมชน

นายวชิระ กล่าวว่า เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้คนในชุมชนเริ่มกลับมาทำงานปั้นดินอีกครั้ง ทั้งการนวดดิน การปั้น และการทำลวดลาย รวมถึงเด็กและเยาวชนในพื้นที่ที่เริ่มเรียนรู้ทักษะงานปั้นและสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับนักท่องเที่ยวได้

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มั่นใจว่า ภูมิปัญญาการปั้นดินเผาของบ้านเหมืองกุงจะไม่สูญหายไป

มุ่งสู่ Craft Community และแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม

ในระยะที่ 2 ของโครงการ (พ.ศ.2568–2569) ทีมวิจัยจะสนับสนุนให้ช่างปั้นพัฒนา Craft Collection ที่สะท้อนสไตล์เฉพาะตัว เพื่อตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)

พร้อมผลักดันให้บ้านเหมืองกุงเป็นพื้นที่ Cultural Experience Workshop สำหรับการเรียนรู้ภูมิปัญญาการปั้นดินเผา และพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ การผลิต การตลาด และบัญชี เพื่อสร้างผู้ประกอบการชุมชนที่เข้มแข็ง

จาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์”

     หัวใจของการพัฒนาครั้งนี้ คือการนำ ทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น และช่างฝีมือท้องถิ่น มาสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

     พร้อมการทำงานร่วมกับเครือข่ายศิลปิน นักศึกษา และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อยกระดับบ้านเหมืองกุงจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์” ที่สามารถรักษาและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของล้านนาให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน