“พลังงานรัก” ฟื้นเครื่องเขินล้านนา สร้างเศรษฐกิจวัฒนธรรมเชียงใหม่–ลำพูน คืนชีวิตภูมิปัญญาท้องถิ่น
พลัง “งานรัก” ฟื้นเครื่องเขินล้านนา ยกระดับเศรษฐกิจวัฒนธรรมเชียงใหม่–ลำพูน

เชียงใหม่–ลำพูน — โครงการวิจัย “พลังงานรัก วิวัฒน์เศรษฐกิจวัฒนธรรมในประเพณีและพิธีกรรม” เดินหน้าฟื้นฟู เครื่องเขินล้านนา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมากว่า 100 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับของ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) มุ่งยกระดับทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้ชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือ
เครื่องเขินล้านนา คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ?
เครื่องเขินล้านนา คือ งานหัตถกรรมที่ใช้ “ยางรัก” จากธรรมชาติ เคลือบตกแต่งบนภาชนะและงานไม้ถัก ไม้แกะสลัก สะท้อนเอกลักษณ์ วิถีชีวิต ฐานะทางสังคม และพิธีกรรมของชาวล้านนา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องเขินกำลังเผชิญภาวะ “ห่วงโซ่คุณค่าที่ล้มเหลวอย่างรุนแรง” จากหลายปัจจัย ได้แก่
-
การนำเข้ายางรักเป็นหลัก
-
ขาดผู้สืบทอดภูมิปัญญา (ครูช่างอายุเฉลี่ย 60–70 ปี)
-
ตลาดมีความต้องการลดลง
-
รายได้พึ่งพาฤดูกาลท่องเที่ยว
งานวิจัยแก้วิกฤติทั้งระบบ ตั้งแต่ป่าต้นรักถึงตลาดสร้างสรรค์
ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เอกชัย มหาเอก รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบว่า อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ป่าต้นรักกว่า 50,000 ไร่ แต่ชุมชนใช้ประโยชน์ได้เพียง 300 ไร่ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในการดูแลของรัฐ
ผลการวิเคราะห์คุณสมบัติยางรักไทยพบว่า มีคุณภาพสูงมาก โดยมีสารเนื้อยางถึง 70.3% จึงเกิดแนวคิดจัดตั้ง “ธนาคารยางรักชุมชน” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิดป่าชุมชน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ควบคู่การอนุรักษ์
ยกระดับช่างฝีมือสู่ผู้ประกอบการวัฒนธรรม
ในส่วนกลางน้ำ ทีมวิจัยพัฒนาศักยภาพช่างชุมชนจาก “ผู้ผลิต” สู่ “ผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม” ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย การสร้างแบรนด์ การทำ Storytelling และขยายช่องทางตลาด
ผลิตภัณฑ์แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
-
สายอนุรักษ์ — งานเทคนิคดั้งเดิมระดับสูง สำหรับนักสะสม ของตกแต่ง และพิธีกรรม
-
สายร่วมสมัย — ดีไซน์ทันสมัย เช่น เครื่องประดับ พวงกุญแจ ของใช้ไลฟ์สไตล์
สร้างหมู่บ้านท่องเที่ยววัฒนธรรมไทเขินต้นแบบ
หนึ่งในความสำเร็จที่เห็นผลชัดเจน คือ หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทเขิน บ้านต้นแหนน้อย อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถฟื้นฟูภูมิปัญญาเครื่องเขิน พร้อมสร้างรายได้ผ่านโฮมสเตย์และกิจกรรมเรียนรู้การทำยางรัก
ลงทุน 1 บาท สร้างคุณค่าคืนสู่สังคม 7.44 บาท
โครงการรายงานว่า ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมและเศรษฐกิจกลับคืนถึง 7.44 บาท สะท้อนความคุ้มค่าในการลงทุนด้านทุนวัฒนธรรม และยืนยันว่า “มหาวิทยาลัย” มีบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางเชื่อมโยงระบบนิเวศวัฒนธรรม ทั้งชุมชน ภาครัฐ เอกชน นักออกแบบ และศิลปิน เพื่อแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างยั่งยืน
