งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

บพท. หนุน “กล้วยสมุทรสงคราม” พลิกพืชปลูกแซม สร้างงาน สร้างรายได้ สู่ธุรกิจชุมชนโมเดลปันกันอย่างยั่งยืน

กล้วยสมุทรสงคราม สร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับธุรกิจชุมชนสู่โมเดลปันกันที่ยั่งยืน

     หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้การกำกับของ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) (องค์การมหาชน) เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการต่อยอด “กล้วยสมุทรสงคราม” จากพืชปลูกแซมที่เคยถูกมองว่าไร้มูลค่า สู่การเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “ธุรกิจปันกัน” ที่มุ่งให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

     จังหวัดสมุทรสงคราม แม้จะเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เล็กที่สุดของประเทศไทย แต่มีความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม โดยเฉพาะมะพร้าว ลิ้นจี่ และส้มโอ ขณะเดียวกัน “กล้วย” ซึ่งปลูกแซมอยู่ในสวนผลไม้จำนวนมาก กลับเคยถูกมองว่าเป็นผลผลิตส่วนเกิน หากขายไม่ได้ก็มักถูกตัดทิ้ง อย่างไรก็ตาม สำหรับ นายศุภลักษณ์ บัวโรย ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม กล้วยเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง

     นายศุภลักษณ์เริ่มต้นธุรกิจในปี 2557 จากการเปิดร้านจำหน่ายผลไม้อบแห้งในตลาดน้ำอัมพวา ก่อนพัฒนาเป็น “วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ” ที่ดำเนินงานบนแนวคิดว่า ผู้บริโภค เกษตรกร และชุมชน ต้องเดินไปด้วยกันได้ ไม่เน้นเพียงผลกำไร แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางรายได้และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

     หัวใจสำคัญของการดำเนินงาน คือ การประกันราคารับซื้อกล้วยน้ำว้า จากเกษตรกรในพื้นที่ จากเดิมที่รับซื้อลูกละ 30 สตางค์ ปรับเพิ่มเป็น 50 สตางค์ และปัจจุบันรับประกันราคาสูงถึงลูกละ 1 บาท สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป โดยใช้ระบบ “หัวสวน” เป็นผู้รวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อย ทำให้การจัดการวัตถุดิบมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น

     ผลจากการประกันราคา ส่งผลให้ปริมาณการรับซื้อกล้วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากประมาณ 20,000 ลูกต่อเดือน เป็นกว่า 200,000–250,000 ลูกต่อเดือน เกษตรกรมีรายได้จากการขายกล้วยอย่างสม่ำเสมอ เฉลี่ยรอบละประมาณ 7,000 บาทต่อวัน และมีแรงจูงใจในการรักษาคุณภาพผลผลิต โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการรับซื้อเป็น 300,000 ลูกต่อเดือนภายในปี 2569

     นอกจากนี้ วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจยังเป็นแหล่ง สร้างงานในพื้นที่ เปิดโอกาสให้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งผู้ว่างงาน ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา และคนพิการ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การคัดแยก ปอก ตัดแต่ง อบ บรรจุ ไปจนถึงการจัดการสต็อกสินค้า โดยได้รับค่าจ้างเฉลี่ยวันละประมาณ 350 บาท และสามารถเพิ่มขึ้นตามความชำนาญ ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

     ในด้านผลิตภัณฑ์ วิสาหกิจชุมชนได้ยกระดับจากการจำหน่ายกล้วยตาก สู่สินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “ดีปาษณะ” และแบรนด์ท้องถิ่น “บ้านกล้วย@อัมพวา” โดยใช้ประโยชน์จากกล้วยทุกส่วนตามแนวคิด Zero Waste ตั้งแต่หัวปลี กล้วยดิบ กล้วยห่าม กล้วยสุก ไปจนถึงเปลือกและเศษวัสดุเหลือทิ้งที่นำไปผลิตปุ๋ยคุณภาพ ส่งคืนให้เกษตรกรใช้บำรุงดิน เกิดเป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกื้อกูลกันทั้งห่วงโซ่

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ คือ การได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากโครงการ “ธุรกิจปันกัน” ของสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของ บพท. ที่ช่วยเสริม “วัคซีนข้อมูล” ให้ผู้ประกอบการ เข้าใจสถานะธุรกิจของตนเองผ่านการเก็บข้อมูล การทำบัญชี การวิเคราะห์ต้นทุน–กำไร และการแยกเงินธุรกิจออกจากเงินครัวเรือนอย่างชัดเจน

     นายศุภลักษณ์ กล่าวว่า ข้อมูลทำให้สามารถวางแผนการผลิตได้แม่นยำ บริหารจัดการวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจเชิงธุรกิจได้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดเดา พร้อมย้ำว่า เป้าหมายของธุรกิจชุมชนไม่ใช่กำไรสูงสุด แต่คือการที่ “ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง” ซึ่งเป็นหัวใจของโมเดลธุรกิจปันกันที่ยั่งยืน