งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

ป่าสร้างรายได้คืออะไร? เปิดโมเดลพลิกชีวิต “ทาเหนือ” จ.เชียงใหม่ ด้วยนวัตกรรม + ภูมิปัญญาปกาเกอะญอ รายได้เพิ่ม 4 เท่าใน 6 เดือน

“ป่าสร้างรายได้” พลิกชีวิตชาวทาเหนือด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่
สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

ป่าสร้างรายได้

     โครงการ “ป่าสร้างรายได้” คือโมเดลพัฒนาป่าชุมชนในตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยีพร้อมใช้กับภูมิปัญญาปกาเกอะญอ ทำให้รายได้ครัวเรือนเพิ่มจากเฉลี่ย 38,000 บาทต่อปี เป็น 6,000–9,000 บาทต่อเดือน ภายใน 6 เดือน พร้อมฟื้นฟูป่าอย่างยั่งยืน

ป่า 47,000 ไร่ ทำไมคนยังจน? จุดตั้งต้นของโจทย์พัฒนา

     พื้นที่ป่ากว่า 47,000 ไร่ ในตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ถูกขนาบด้วยอุทยานแห่งชาติ 2 ฝั่ง ดูเหมือน “ขุมทรัพย์” ทางธรรมชาติ แต่ข้อมูลรายได้สะท้อนความเหลื่อมล้ำชัดเจน

  • รายได้เฉลี่ยครัวเรือนในพื้นที่: 38,000 บาท/ปี

  • ค่าเฉลี่ยทั้งจังหวัดเชียงใหม่: 136,043 บาท/ปี
    → ต่ำกว่ากันเกือบ 4 เท่า

     คำถามสำคัญคือ: ทำไมป่าที่อุดมสมบูรณ์ ไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนได้?

ใครอยู่เบื้องหลังโครงการ “ป่าสร้างรายได้”?

     โครงการวิจัย “ป่าสร้างรายได้: การยกระดับรายได้สิทธิครัวเรือน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้และยกระดับนวัตกรในป่าชุมชน” ดำเนินการโดยทีมวิจัยจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา​ ได้รับการสนับสนุนจาก​ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่​ ภายใต้กำกับของ​ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

ย้อนอดีตด้วย Time Line Analysis: จุดเปลี่ยนปี 2540

     ทีมวิจัยใช้เครื่องมือ Time Line Analysis วิเคราะห์พัฒนาการชุมชน พบจุดเปลี่ยนสำคัญช่วงปี พ.ศ. 2540

  • เกษตรเชิงเดี่ยว + วิกฤตเศรษฐกิจ

  • ขยายพื้นที่ทำกินเข้าไปในป่า

  • ป่าเสื่อมโทรม

  • แหล่งอาหารและรายได้ลดลง

     โจทย์จึงไม่ใช่แค่ “เพิ่มรายได้” ระยะสั้น แต่ต้องทำให้ ป่ากลับมาเกื้อกูลคน และคนอยู่กับป่าอย่างสมดุล

โมเดลพัฒนา: ไม่ทิ้งของเก่า แต่ผสานนวัตกรรมกับภูมิปัญญาปกาเกอะญอ

     แนวคิดหลักคือ Innovation & Culture Blending
ผสาน “เทคโนโลยีพร้อมใช้” เข้ากับความเชื่อและวิถีของชาวปกาเกอะญอ

กระบวนการคัดเลือกอย่างเป็นระบบ

  • ใช้ Gap Analysis วิเคราะห์ช่องว่างศักยภาพ

  • ใช้ Personal Skill Assessment Chart ประเมินทักษะ

  • คัดเลือกครัวเรือนที่พร้อมพัฒนา

4 เทคโนโลยีพร้อมใช้ เปลี่ยนป่าให้เป็นแผนที่รายได้

1. ระบบ UD-Fine

ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรอย่างแม่นยำ
ชาวบ้านทำ “แผนที่สร้างรายได้” กำหนดพิกัดทรัพยากรได้เอง

2. ยกระดับ “ขอนเห็ด” เชิงวิทยาศาสตร์

เปลี่ยนขอนไม้แห้งเสี่ยงไฟป่า → แหล่งเพาะเห็ดมูลค่าสูง
ได้ทั้งรายได้ + ลดความเสี่ยงไฟป่า

3. บัญชีตะกร้าครัวเรือน

เชื่อมกับ “ปฏิทินผลผลิตจากป่า”
วางแผนเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี ลดรายได้ขาดช่วง

4. สร้าง “นวัตกรชุมชน”

พัฒนาคนในพื้นที่ให้ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีจัดการป่าได้เอง
ลดการพึ่งพาคนนอก

ใช้ตลาดนำการผลิต: ลดต้นทุน เพิ่มกำไรทันที

     แทนที่จะผลิตก่อนแล้วหาตลาด โครงการเริ่มจากวิเคราะห์ว่า
“ของป่าแบบไหนกำไรสูงและตลาดต้องการ”

  • ประสานพ่อค้าคนกลางตั้งจุดรับซื้อถึงพื้นที่

  • ลดต้นทุนขนส่ง

  • กำไรเพิ่ม 15–20%

เห็ดก่อ (เห็ดแดง) สร้าง Value Chain ใหม่

     “เห็ดก่อ” หรือ “เห็ดแดง” ถูกพัฒนาเป็นสินค้า Value Chain ครบวงจร

  • มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงถึง 53%

  • มีเบต้ากลูเคนสูงเทียบเท่าเห็ดโคนและเห็ดหลินจือ

  • รายได้เฉลี่ยครัวเรือนเพิ่มเป็น 6,000–9,000 บาทต่อเดือน

นอกจากนี้ยังเพาะ

  • เห็ดกระด้าง (Hed Kradang)

  • เห็ดหล่ม (Hed Lom)

สามารถแปรรูปเป็นผงเห็ด ราคาสูงถึง 1,000 บาทต่อกิโลกรัม

ผลลัพธ์ใน 6 เดือน: ป่าเริ่มฟื้น คนเริ่มพึ่งตนเอง

  • รายได้เพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม

  • เกิด “นวัตกรชุมชน”

  • ฟื้นฟูระบบนิเวศ

  • สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

     ผศ.ดร.ปริญวัฒน์ ธนศิรเธียรชัย หัวหน้าโครงการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า​ “เมื่อคนในชุมชนกลับไปดูแลป่า ป่าก็จะกลับมาดูแลคนได้” นี่คือหัวใจของโมเดล ป่าอยู่ได้ คนอยู่รอด