ป่าสร้างรายได้คืออะไร? เปิดโมเดลพลิกชีวิต “ทาเหนือ” จ.เชียงใหม่ ด้วยนวัตกรรม + ภูมิปัญญาปกาเกอะญอ รายได้เพิ่ม 4 เท่าใน 6 เดือน
“ป่าสร้างรายได้” พลิกชีวิตชาวทาเหนือด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา
หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่
สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

โครงการ “ป่าสร้างรายได้” คือโมเดลพัฒนาป่าชุมชนในตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยีพร้อมใช้กับภูมิปัญญาปกาเกอะญอ ทำให้รายได้ครัวเรือนเพิ่มจากเฉลี่ย 38,000 บาทต่อปี เป็น 6,000–9,000 บาทต่อเดือน ภายใน 6 เดือน พร้อมฟื้นฟูป่าอย่างยั่งยืน
ป่า 47,000 ไร่ ทำไมคนยังจน? จุดตั้งต้นของโจทย์พัฒนา
พื้นที่ป่ากว่า 47,000 ไร่ ในตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ถูกขนาบด้วยอุทยานแห่งชาติ 2 ฝั่ง ดูเหมือน “ขุมทรัพย์” ทางธรรมชาติ แต่ข้อมูลรายได้สะท้อนความเหลื่อมล้ำชัดเจน
-
รายได้เฉลี่ยครัวเรือนในพื้นที่: 38,000 บาท/ปี
-
ค่าเฉลี่ยทั้งจังหวัดเชียงใหม่: 136,043 บาท/ปี
→ ต่ำกว่ากันเกือบ 4 เท่า
คำถามสำคัญคือ: ทำไมป่าที่อุดมสมบูรณ์ ไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนได้?
ใครอยู่เบื้องหลังโครงการ “ป่าสร้างรายได้”?
โครงการวิจัย “ป่าสร้างรายได้: การยกระดับรายได้สิทธิครัวเรือน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้และยกระดับนวัตกรในป่าชุมชน” ดำเนินการโดยทีมวิจัยจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับของ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)
ย้อนอดีตด้วย Time Line Analysis: จุดเปลี่ยนปี 2540
ทีมวิจัยใช้เครื่องมือ Time Line Analysis วิเคราะห์พัฒนาการชุมชน พบจุดเปลี่ยนสำคัญช่วงปี พ.ศ. 2540
-
เกษตรเชิงเดี่ยว + วิกฤตเศรษฐกิจ
-
ขยายพื้นที่ทำกินเข้าไปในป่า
-
ป่าเสื่อมโทรม
-
แหล่งอาหารและรายได้ลดลง
โจทย์จึงไม่ใช่แค่ “เพิ่มรายได้” ระยะสั้น แต่ต้องทำให้ ป่ากลับมาเกื้อกูลคน และคนอยู่กับป่าอย่างสมดุล
โมเดลพัฒนา: ไม่ทิ้งของเก่า แต่ผสานนวัตกรรมกับภูมิปัญญาปกาเกอะญอ
แนวคิดหลักคือ Innovation & Culture Blending
ผสาน “เทคโนโลยีพร้อมใช้” เข้ากับความเชื่อและวิถีของชาวปกาเกอะญอ
กระบวนการคัดเลือกอย่างเป็นระบบ
-
ใช้ Gap Analysis วิเคราะห์ช่องว่างศักยภาพ
-
ใช้ Personal Skill Assessment Chart ประเมินทักษะ
-
คัดเลือกครัวเรือนที่พร้อมพัฒนา
4 เทคโนโลยีพร้อมใช้ เปลี่ยนป่าให้เป็นแผนที่รายได้
1. ระบบ UD-Fine
ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรอย่างแม่นยำ
ชาวบ้านทำ “แผนที่สร้างรายได้” กำหนดพิกัดทรัพยากรได้เอง
2. ยกระดับ “ขอนเห็ด” เชิงวิทยาศาสตร์
เปลี่ยนขอนไม้แห้งเสี่ยงไฟป่า → แหล่งเพาะเห็ดมูลค่าสูง
ได้ทั้งรายได้ + ลดความเสี่ยงไฟป่า
3. บัญชีตะกร้าครัวเรือน
เชื่อมกับ “ปฏิทินผลผลิตจากป่า”
วางแผนเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี ลดรายได้ขาดช่วง
4. สร้าง “นวัตกรชุมชน”
พัฒนาคนในพื้นที่ให้ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีจัดการป่าได้เอง
ลดการพึ่งพาคนนอก
ใช้ตลาดนำการผลิต: ลดต้นทุน เพิ่มกำไรทันที
แทนที่จะผลิตก่อนแล้วหาตลาด โครงการเริ่มจากวิเคราะห์ว่า
“ของป่าแบบไหนกำไรสูงและตลาดต้องการ”
-
ประสานพ่อค้าคนกลางตั้งจุดรับซื้อถึงพื้นที่
-
ลดต้นทุนขนส่ง
-
กำไรเพิ่ม 15–20%
เห็ดก่อ (เห็ดแดง) สร้าง Value Chain ใหม่
“เห็ดก่อ” หรือ “เห็ดแดง” ถูกพัฒนาเป็นสินค้า Value Chain ครบวงจร
-
มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงถึง 53%
-
มีเบต้ากลูเคนสูงเทียบเท่าเห็ดโคนและเห็ดหลินจือ
-
รายได้เฉลี่ยครัวเรือนเพิ่มเป็น 6,000–9,000 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ยังเพาะ
-
เห็ดกระด้าง (Hed Kradang)
-
เห็ดหล่ม (Hed Lom)
สามารถแปรรูปเป็นผงเห็ด ราคาสูงถึง 1,000 บาทต่อกิโลกรัม
ผลลัพธ์ใน 6 เดือน: ป่าเริ่มฟื้น คนเริ่มพึ่งตนเอง
-
รายได้เพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม
-
เกิด “นวัตกรชุมชน”
-
ฟื้นฟูระบบนิเวศ
-
สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
ผศ.ดร.ปริญวัฒน์ ธนศิรเธียรชัย หัวหน้าโครงการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า “เมื่อคนในชุมชนกลับไปดูแลป่า ป่าก็จะกลับมาดูแลคนได้” นี่คือหัวใจของโมเดล ป่าอยู่ได้ คนอยู่รอด
