วช. แถลงผลสำเร็จมอบ “เตาไบโอชาร์ BioCycle Kiln” ของขวัญปีใหม่ อว. 69 แก้ PM2.5 ลดเผาในที่โล่ง เสริมพลังงานชุมชน 16 พื้นที่
วช. แถลงข่าวการส่งมอบ “ของขวัญปีใหม่ อว. 2569” นวัตกรรมเตาไบโอชาร์ BioCycle Kiln ลดปัญหา PM2.5 เสริมพลังงานชุมชน

เตาไบโอชาร์ BioCycle Kiln คืออะไร? ช่วยลด PM2.5 อย่างไร? ส่งมอบที่ไหนบ้าง?
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
จัดแถลงข่าวการส่งมอบ “ของขวัญปีใหม่ อว. 2569” นวัตกรรม เตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln เพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 ลดการเผาในที่โล่ง และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
พิธีจัดขึ้น ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม วช.
โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. เป็นประธาน พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมรายงานผลการพัฒนาเทคโนโลยี
BioCycle Kiln นวัตกรรมแก้ฝุ่น PM2.5 และเพิ่มรายได้เกษตรกร
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง เปิดเผยว่า นวัตกรรม “เตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln” มุ่งนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ โดยได้ส่งมอบให้ 16 ชุมชนในภาคเหนือตอนบนและภาคกลาง เพื่อใช้แปรรูปเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว และชีวมวล ให้กลายเป็น “ไบโอชาร์” (Biochar)
ประโยชน์สำคัญ ได้แก่
-
ลดการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นสาเหตุของฝุ่น PM2.5 และจุดความร้อน (Hotspot)
-
ปรับปรุงคุณภาพดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์
-
ลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร
-
สร้างแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในชุมชน
บูรณาการวิทยาศาสตร์ สู่พลังงานชุมชนยั่งยืน
รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ ระบุว่า เตา BioCycle Kiln เป็นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการจัดการชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนของเหลือใช้ให้เป็นพลังงานและวัสดุปรับปรุงดินที่มีมูลค่า ช่วยลดผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก
การดำเนินงานครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายในพื้นที่
กลไกสำคัญขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้จริง
การส่งมอบเตาไบโอชาร์ BioCycle Kiln ในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบของการนำผลงานวิจัยไทยไปใช้ประโยชน์จริงในชุมชน สร้างผลลัพธ์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
