งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

“ใบตอง ใบเงิน” ตู้ ATM หน้าบ้านชาวนครพนม โมเดลวิสาหกิจชุมชนสร้างรายได้วันละ 200 กก. หนุนเศรษฐกิจฐานรากโตยั่งยืน

“ใบตอง ใบเงิน” ตู้ ATM หน้าบ้านของชาวนครพนม
หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่
สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) 

     ที่จังหวัดนครพนม หากเอ่ยถึงแลนด์มาร์กสำคัญริมฝั่งโขง หลายคนนึกถึงองค์พญาศรีสัตตนาคราช และพิธีกรรมความเชื่อที่ต้องใช้ “บายศรี” ซึ่งมีใบตองเป็นวัตถุดิบหลัก ขณะเดียวกัน เมืองแห่งนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารพื้นถิ่น เช่น หมูยอ แหนม และกะละแม ส่งผลให้ความต้องการใช้ใบตองสูงถึง ประมาณ 7 ล้านแผ่นต่อเดือน สะท้อนว่า “ใบตอง” คือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก

     อย่างไรก็ตาม แม้พื้นที่จะมีสวนกล้วยจำนวนมาก แต่ใบตองที่ใช้กลับต้องนำเข้าจากจังหวัดใกล้เคียงสัปดาห์ละหลายตัน ทำให้เม็ดเงินไหลออกนอกพื้นที่ ปัญหานี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดล “รวบรวมใบตอง” เพื่อกักเงินให้อยู่ในชุมชน

จากร้านเสริมสวยสู่ผู้รวบรวมใบตอง สร้างรายได้หมุนเวียนเดือนละ 30,000 บาท

     นางปวีณา อ้วนจี อดีตเจ้าของร้านเสริมสวยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผันตัวมาค้าขายผลไม้ ก่อนค้นพบว่าใบตองไม่ใช่เศษวัสดุไร้ค่า แต่คือ “ใบเงิน” ที่สร้างรายได้จริง แนวคิด “ฝายชะลอเงิน” จึงเกิดขึ้น เพื่อให้ชุมชนปลูกและรวบรวมใบตองใช้เอง ลดการนำเข้า และเพิ่มเงินหมุนเวียนในพื้นที่

     ปัจจุบัน ใบตองสดถูกส่งขาย วันละประมาณ 200 กิโลกรัม สร้างรายได้หมุนเวียนราว 30,000 บาทต่อเดือน

  • เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 8,000–9,000 บาทต่อเดือน

  • บางรายใช้เวลาเพียง 2–3 ชั่วโมงหลังเลิกงาน ตัดใบตองขายเป็นรายได้เสริมวันละ 300 บาท

  • ผู้รวบรวมมีกำไรเฉลี่ยประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน (เฉพาะใบตองสด)

จัดตั้งวิสาหกิจชุมชน ยกระดับมาตรฐาน–คัดแยกเกรดเพิ่มมูลค่า

     เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างเป็นระบบ ได้ก่อตั้ง “วิสาหกิจชุมชนรวบรวมสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ” ทำหน้าที่เชื่อมเกษตรกรกับตลาด ควบคุมคุณภาพ และคัดแยกเกรดตามการใช้งาน เช่น

  • เกรด A ใบตองตานีสำหรับทำบายศรี ก้านละ 8–10 บาท

  • เกรด B ใบตองกล้วยน้ำว้าสำหรับห่อหมูยอ ก้านละ 3–4 บาท

  • ใบตองอ่อน ก้านละ 5–6 บาท

  • เกรด C สำหรับห่อแหนม ก้านละ 3 บาท

  • เกรดส่งแปรรูปรีดใบตองห่อกะละแม (อบแห้งเก็บได้ 1–2 ปี)

     การคัดแยกเกรดช่วยให้ขายได้ราคาดีกว่าการขายเหมาสวน และผู้ประกอบการได้วัตถุดิบตรงความต้องการ

พลิกวิกฤตด้วย “ธุรกิจปันกัน” เรียนรู้ตลาด–แยกเงินธุรกิจ

     ช่วงเริ่มต้น นางปวีณายอมรับว่าเคยขาดทุนจากการแปรรูปเองและบริหารเงินไม่เป็น จนได้เข้าร่วมโครงการ “ธุรกิจปันกัน” รุ่นที่ 3 ของสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน โดยการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับของ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.)

      หลักคิดสำคัญที่นำมาปรับใช้ ได้แก่

  1. ใช้ตลาดนำการผลิต สำรวจความต้องการก่อนตัดใบตอง

  2. ประเมินความเสี่ยง สร้างตลาดรองรับ เช่น กลุ่มรีดใบตองอบแห้ง

  3. แยกกระเป๋าเงินธุรกิจ–ครัวเรือน เช่น รายรับ 100 บาท แบ่งต้นทุน 40 บาท กำไร 60 บาท แล้วจัดสรรกำไรเพื่อใช้จ่าย ออม และต่อยอดธุรกิจ

“ต้นกล้วยคือ ATM หน้าบ้าน” โมเดลรายได้ง่าย–รวดเร็ว

      เมื่อมีตลาดรองรับแน่นอน ชาวบ้านหลายครัวเรือนขยายจากปลูก 2–3 ต้น สู่การปลูกเชิงพาณิชย์ เกิดเครือข่ายผู้ผลิตทั่วจังหวัด ต้นกล้วยจึงเปรียบเสมือน “ตู้ ATM หน้าบ้าน” ที่สามารถตัดใบตองส่งขาย แลกเป็นเงินสดได้ทันที สร้างรายได้สะดวก รวดเร็ว จากทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว

     นอกจากรายได้เพิ่มขึ้น ชุมชนยังมีวินัยการออม จัดตั้งกองทุนหมุนเวียน และถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องบัญชีครัวเรือนสู่เยาวชน

“หัวใจของธุรกิจปันกัน คือ การเกื้อกูลกันระหว่างชุมชน ผู้รวบรวม และตลาด เมื่อทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ‘ใบตอง’ จึงกลายเป็น ‘ใบเงิน’ ที่ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนได้จริง” นางปวีณา กล่าว

     โมเดลใบตองนครพนมจึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน