งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

เครือข่ายสุขภาพหนุน “ภาษีโซเดียม” มาตรการลดเค็มเชิงระบบ ลดเสี่ยง NCDs ช่วยคนไทยระยะยาว

รวมพลังสุขภาพ ร่วมถกมาตรการ​ “ภาษีลดเค็ม” ภาษีโซเดียม:ก้าวสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ

ภาษีโซเดียม

     เครือข่ายด้านสุขภาพ นักวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐ ร่วมเวทีเสวนา “ภาษีโซเดียม” เพื่อผลักดันมาตรการเชิงระบบในการลดการบริโภคเค็มของคนไทย หลังพบว่าการบริโภคโซเดียมในระดับสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ

     รองศาสตราจารย์ นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,264 มิลลิกรัมต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากเกณฑ์ที่แนะนำ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากอาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูป

    จากข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การบริโภคอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร และความรอบรู้ด้านอาหารของประชาชนไทย พบว่าคนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป บริโภค บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเฉลี่ย 22 กรัมต่อวันในเพศชาย และ 14 กรัมต่อวันในเพศหญิง ขณะที่การบริโภคขนมขบเคี้ยวอยู่ที่ 32 กรัมต่อวันในเพศชาย และ 29 กรัมต่อวันในเพศหญิง ซึ่งเป็นแหล่งโซเดียมสำคัญ

🔹 ภาษีโซเดียม ลดป่วยใหม่กว่าแสนราย

    ข้อมูลจาก ดร.พจนา หันจางสิทธิ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า หากมีการจัดเก็บ ภาษีตามปริมาณโซเดียม ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยว ภายในช่วง 10 ปีแรก จะสามารถ ป้องกันผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคไตได้ประมาณ 155,000 ราย และช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้มากที่สุดในเพศชายกว่า 33,000 ราย

🔹 เด็กไทยเสี่ยงเพิ่ม ต้องปรับสูตรอาหาร

     ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ และประธาน Sodium Tax Policy กล่าวว่า อาหารที่มีโซเดียมสูงมีทั้งอาหารปรุงเองและอาหารสำเร็จรูป เด็กไทยมีอัตราความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงโรคหัวใจมากขึ้นเกือบ 3 เท่า การปรับสูตรอาหารให้ “เค็มน้อยแต่อร่อยเท่าเดิม” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

     สอดคล้องกับ รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ที่ระบุว่า งานวิจัยล่าสุดพบเด็กไทยมีภาวะโรคอ้วนสูงถึงร้อยละ 10 จากพฤติกรรมการกินเค็มอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนยังเสี่ยงกระดูกบางและแตกหักง่าย โดยอาหารยอดนิยมที่มีโซเดียมสูง ได้แก่ แกงไตปลา ส้มตำ และปลาร้า

🔹 ภาษีสุขภาพ เปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง

     ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า โรคจากการบริโภคโซเดียมสูงสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 78,000 ล้านบาทต่อปี ประสบการณ์จากภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลพิสูจน์แล้วว่า ภาษีสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค กระตุ้นผู้ผลิตปรับสูตร และให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ชัดเจน

     สสส. จึงเดินหน้าขับเคลื่อนงาน “ลดเค็ม ลดโรค” ควบคู่การสื่อสารสาธารณะ การสร้างความรอบรู้ และสนับสนุนนวัตกรรม เช่น เครื่องวัดความเค็มในอาหาร (Salt Meter) เพื่อช่วยให้ประชาชนตัดสินใจเลือกบริโภคได้ง่ายขึ้น

🔹 เศรษฐศาสตร์หนุนภาษีโซเดียม

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การศึกษาในปี 2568 พบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคอ่อนไหวต่อราคา ภาษีโซเดียมจึงเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้ผลิตปรับสูตร ลดภาระภาษี และไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคกลุ่มเปราะบาง

🔹 รัฐพร้อมออกแบบภาษีเพื่อความยั่งยืน

     นางสาวรัชฎา วานิชกร รองอธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีโซเดียมต้องมีเกณฑ์สุขภาพที่ชัดเจน ข้อมูลโซเดียมโปร่งใส และฉลากอาหารอ่านง่าย เพื่อให้การจัดเก็บแม่นยำและลดข้อโต้แย้ง โดยกรมสรรพสามิตได้ขับเคลื่อนบทบาท “กรม ESG” ผ่านแนวคิด EASE Excise มุ่งสร้างสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาล

🔹 สรุป: ประโยชน์ที่มากกว่ารายได้

     ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า ภาษีโซเดียมไม่ใช่เพื่อรายได้ แต่เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม คาดว่าภายใน 10 ปีแรก รัฐจะมีรายได้จากภาษีโซเดียมเกือบ 35.3 พันล้านบาท พร้อมลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน