งานเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา

Breaking News

จากสื่อสู่สภา! “อาร์ตถึงแก่น” ลงชิง ส.ส.กทม. เขต 33 ในนามภูมิใจไทย เบอร์ 10 ลั่นสื่อสารผิด ประเทศเดินต่อไม่ได้

“อาร์ตถึงแก่น” สมัคร ส.ส.กทม. เขต 33 พรรคภูมิใจไทย ได้เบอร์ 10 ชูบทบาทนักสื่อสาร เชื่อมรัฐ–ประชาชน พัฒนาประเทศครบทุกมิติ

     เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศการรับสมัครในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคัก

     หนึ่งในผู้สมัครที่ได้รับความสนใจ คือ นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง หรือที่รู้จักในชื่อ “อาร์ตถึงแก่น” อดีตนักสื่อสารมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ด้านสังคมและการเมือง ซึ่งเดินทางมาสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 33 ครอบคลุมพื้นที่ เขตบางพลัด และเขตบางกอกน้อย (ยกเว้นแขวงศิริราช) ในนาม พรรคภูมิใจไทย โดยผลการจับสลากหมายเลขผู้สมัคร ได้รับ หมายเลข 10

     “อาร์ตถึงแก่น” เปิดเผยถึงการตัดสินใจลงสนามการเมืองในครั้งนี้ว่า มีความตั้งใจนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากวิชาชีพนักสื่อสารมวลชนที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน มาทำหน้าที่เชื่อมโยงปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ส่งต่อไปยังภาครัฐอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

     เขาระบุว่า ปัญหาของประเทศมีความหลากหลายและแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่แท้จริงจากประชาชน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

“บ้านเมืองเรามีคนคิดหลากหลาย ปัญหาในแต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญที่สุดของการแก้ปัญหาคือข้อมูล และข้อมูลที่แท้จริงต้องมาจากประชาชนในพื้นที่”

    นายอรรทิตย์ฌาณ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากฝ่ายบริหารประเทศขาดข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน การกำหนดนโยบายย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน แม้ภาครัฐจะมีนโยบายที่ดี แต่หากไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ ก็จะไม่เกิดความร่วมมือ และส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารประเทศ

“การสื่อสารคือหัวใจของการบริหารประเทศ ประชาชนต้องเข้าใจรัฐ และรัฐต้องเข้าถึงประชาชน เปิดพื้นที่รับฟังกันอย่างจริงใจ เมื่อสื่อสารกันได้ ปัญหาก็จะแก้ได้ตรงจุด”

    สำหรับเหตุผลในการลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม พรรคภูมิใจไทย “อาร์ตถึงแก่น” ระบุว่า พรรคมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจน และมองการพัฒนาประเทศอย่างครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้าน ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันและมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

“การพัฒนาประเทศไม่สามารถมองเพียงมิติเดียวได้ ต้องดูครบทุกด้าน เพราะทุกเรื่องล้วนส่งผลต่อชีวิตประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก”

    เขาย้ำว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นฐานในการตัดสินใจ พร้อมมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริง อีกทั้งโครงสร้างการทำงานของพรรคยังเปิดโอกาสให้ผู้แทนในพื้นที่ทำงานประสานกับส่วนกลางได้อย่างใกล้ชิด

     “อาร์ตถึงแก่น” กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาประเทศอย่างรอบด้านจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมยืนยันความตั้งใจที่จะทำหน้าที่เป็น นักสื่อสารของประชาชน เชื่อมโยงรัฐกับประชาชนให้เข้าใจกัน และเดินหน้าพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน